ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตวัฒนธรรมตรัง กับพวก 15 ราย ทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเกินจริง ผ่านระบบ GFMIS 66 ครั้ง เสียหายกว่า 1.33 ล้านบาท
วันที่ 24 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง พร้อมด้วย นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต ร่วมกันเปิดเผยผลมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด
ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหา นายประยูร (ขอสงวนนามสกุล) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งวัฒนธรรม จ.ตรัง กับพวก รวม 15 ราย ว่าทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานวัฒนธรรม จ.ตรัง ในระบบ GFMIS โดยการตั้งรายการเบิกเกินกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจริงของปีงบประมาณ พ.ศ. 2552-2559

ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตวัฒนธรรมตรัง กับพวก 15 ราย ทุจริตเบิกจ่ายงบประมาณเกินจริง ผ่านระบบ GFMIS 66 ครั้ง เสียหายกว่า 1.33 ล้านบาท
นายบัณฑิต เปิดเผยถึงพฤติการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.2552 ถึง วันที่ 24 มี.ค.2559 พนักงานจ้างเหมาบริการ สำนักงานวัฒนธรรม จ.ตรัง ได้บันทึกข้อมูลรายการขอเบิกเงินในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ GFMIS เพื่อเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในสำนักงาน
โดยมีการบันทึกรายการขอเบิกเงินในระบบ โดยที่ไม่มีหลักฐานการเบิกและการอนุมัติ อีกทั้งผู้มีสิทธิถือรหัสใช้งานในระบบดังกล่าว ทั้งในส่วนผู้บันทึกและผู้อนุมัติ ไม่มีการเปลี่ยนรหัส และไม่มีการตรวจสอบเอกสารขอเบิกเงินกับรายการสรุปรายการเบิกง่ายเงินของหน่วยงานผ่านระบบ เป็นประจำทุกเดือน มีการเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินโดยมิได้ปฎิบัติให้เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงิน การนำเงินส่งคลัง
โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ของสำนักงาน ได้อนุมัติให้จ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ หรือผู้มีสิทธิรับเงินตามแต่ละรายการ และมีการโอนเงินตามจำนวนที่อนุมัติให้เบิกเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสำนักงานแล้ว พนักงานจ้างเหมาบริการคนดังกล่าวก็จะทำการเขียนเช็ค เพื่อจ่ายเงินให้เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินรายละ 1 ฉบับรวมทั้งหมด 66 ฉบับ
โดยจะรวมยอดเงินที่ได้รับจากการอนุมัติให้เบิกเกินไปจากในระบบตามรายการขอเบิกเงิน ขบ.02 เข้าไปด้วย ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่สำนักงานต้องจ่ายจริง และในการจ่ายเช็คแต่ละฉบับมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คโดยมิได้ขีดคร่อมเช็คดังกล่าว และไม่มีการขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก จะมีการขีดฆ่าออกเฉพาะฉบับที่มีชื่อพนักงานจ้างเหมาบริการคนดังกล่าวที่ทำเอกสารเป็นผู้รับเงินเท่านั้น
จากนั้นพนักงานจ้างเหมาดังกล่าวจะนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารเป็นเงินสด หรือให้ธนาคารนำเงินเข้าบัญชีและเป็นผู้ครอบครองเงินที่เรียกเก็บจากธนาคารในส่วนที่มีการเบิกเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่อนุมัติให้เบิก ที่ปรากฏในทะเบียนคุมฎีกาการเบิกเงินหรือต้นขั้วเช็ค
และจะทำการถอนเงินสดหลังจากที่มีการจ่ายเงินในแต่ละครั้งนำไปมอบให้กับผู้ดำรงตำแหน่งวัฒนธรรม จ.ตรัง ในขณะนั้นหรือรักษาราชการแทนในขณะนั้นตามที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินการรวมทั้งหมดจำนวน 66 ครั้ง เป็นเงินเบิกเกินทั้งสิ้น 1,331,000 บาท
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า ผลจากการไต่สวนและชี้มูลในความผิดดังกล่าวนี้ ได้มีการขยายผลจนพบการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันภายใน สำนักงานวัฒนธรรม จ.ตรัง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการไต่สวน
ทั้งนี้ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏพยานหลักฐานว่า การกระทำของนายประยูร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นายจุมพต (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 2 นางศิริพร (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 และ นางเนตรนภา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4
มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น
และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157
ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติอย่างใด ในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172)
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไป ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของ ทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1)
การกระทำของนางจันทนา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 และ นางสุนีย์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำการอันมีมูลความผิดอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (2)
การกระทำของนายวัฒพงศ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 นางยินดี (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 นางสาวชลาลัย (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 นางสาววิยะดา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 นางสาวอนัฐฌา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 ว่าที่ร้อยตรี ปกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 12 และ นางสาวศรัญญา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 13
จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำการอันมีมูลความผิดอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติ ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (2) ประกอบมาตรา 85 (7)
การกระทำของนางสาวแน่งน้อย มากมูล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 14 มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น
และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157
ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172)
ส่วน นางธมลวรรณ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ถูกกล่าวหาที่ 15 จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ได้ส่งรายงาน ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นายประยูร, นายจุมพต, นางศิริพร, นางเนตรนภา และนางสาวแน่งน้อย
และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายประยูร, นายจุมพต, นางศิริพร, นางเนตรนภา, นางจันทนา, นางสุนีย์, นายวัฒพงศ์, นางยินดี, นางสาวชลาลัย, นางสาววิยะดา, นางสาวอนัฐฌา, ว่าที่ร้อยตรีปกรณ์ และนางสาวศรัญญา
ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป อย่างไรก็ตาม กรณีที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังคงบริสุทธิ์อยู่