เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพมหานคร นายภูร์ผา ไทยแท้ โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ฝ่ายการเมือง) แถลงข่าวภารกิจสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ประกอบด้วย

ประเด็นที่ 1 ผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นรองประธาน ซึ่งที่ประชุม กพช. มีมติสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.1) การผลักดันวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมเห็นชอบปรับเพิ่มสวัสดิการเบี้ยความพิการ สำหรับผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ซึ่งกระทรวง พม. จะเร่งนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ต่อไป และที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนแล้ว เพื่อปรับปรุงกลไกการเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น และ 2) การปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กพช. จำนวน 6 ฉบับ โดยมีฉบับสำคัญ ได้แก่ ฉบับที่ 1 และ 2 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การยื่นคำขอจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ และการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ ให้สามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความสะดวกและสอดคล้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฉบับที่ 3 ปรับเพิ่มวงเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพของคนพิการ จากเดิมไม่เกิน 120,000 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 300,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยเพิ่มเกณฑ์พิจารณาด้านประสบการณ์ ประวัติการช่วยสังคม และรายได้ของผู้ค้ำประกันและฉบับที่ 4 ปรับปรุงระเบียบสิทธิผู้ดูแล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลคนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพมาเป็น “ผู้ช่วยคนพิการ” เพื่อสนับสนุนการดูแลภายในครอบครัวและชุมชน

ประเด็นที่ 2 MOU ขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ โดยกระทรวง พม. โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผนึกกำลังร่วมกับ 6 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, กรมการท่องเที่ยว, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมการพัฒนาชุมชน, สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมลงนาม MOU ดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางนโยบาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และจัดทำยุทธศาสตร์การจ้างงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 กระทรวง พม. วาง 5 นโยบายสำคัญ ในการส่งเสริมอาชีพคนพิการ ได้แก่ 1. ภาครัฐเป็นแบบอย่าง ในการจ้างงานคนพิการ 2. ปรับแนวคิดโดยตั้งต้นที่ศักยภาพของคนพิการ เพื่อจัดสรรตำแหน่งงานที่เหมาะสม 3. เชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อส่งเสริมอาชีพแบบพุ่งเป้า .4. ใช้การออกแบบ Universal Design ปรับสภาพแวดล้อมให้คนพิการเดินทางไปทำงานได้สะดวก และ 5. สร้างแรงบันดาลใจ ให้คนพิการพึ่งพาตนเองและมีที่ยืนในสังคมอย่างภาคภูมิใจ

ประเด็นที่ 3 การเปิดตัวโครงการ “สูงวัย ชวนหลานอ่าน” ซึ่งกระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ได้เปิดตัวโครงการ “สูงวัย ชวนหลานอ่าน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 27 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนชุมพวงศึกษา อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา โดย มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 200 คน เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุฝึกทักษะการอ่านและการสื่อสารเพื่อชะลอภาวะสมองเสื่อม พร้อมเปลี่ยนบทบาทเป็น “จิตอาสาผู้ให้” ถ่ายทอดความรู้สู่ลูกหลาน ซึ่งช่วยเสริมพัฒนาการด้านภาษาและการฟังของเด็ก และเป็นสะพานเชื่อมสายใยลดช่องว่างระหว่างวัยในชุมชน ทั้งนี้ ในระยะยาว กระทรวง พม. มีแผนขยายโมเดลโครงการนี้ไปยัง ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ และศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ รวมถึงศูนย์บริการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในชุมชน (Day Care) เพื่อขับเคลื่อนการดูแลและป้องกันภาวะสมองเสื่อมอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ 4 โครงการ “เคียงข้างเกษตรกร ฟรีดอกเบี้ย” โดยกระทรวง พม. โดยสำนักงานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ มอบสิทธิประโยชน์ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน ทุกวงเงิน ให้แก่ผู้ใช้บริการจำนำที่มีอาชีพเกษตรกร ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ของผู้ใช้บริการจำนำที่เป็นลูกค้าใหม่ ให้แสดงบัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมบัตรประจำตัวเกษตรกรหรือทะเบียนเกษตรกร ส่วนลูกค้าเดิมที่เคยแจ้งอาชีพเกษตรกรไว้แล้ว ใช้เพียงบัตรประชาชนฉบับจริงยืนยันตัวตนได้ทันที โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ทุกสาขา ในวันและเวลาราชการ 08.00 – 16.30 น. หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ Call Center 0 2281 5888

ประเด็นที่ 5 การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง ภายใต้ “โครงการบ้านมั่นคงริมราง” โดยกระทรวง พม. โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จากการพัฒนาระบบราง ซึ่งข้อมูลการสำรวจปี 2564 พบผู้ได้รับผลกระทบ 300 ชุมชน ใน 35 จังหวัด รวม 27,084 ครัวเรือน โดย คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 อนุมัติกรอบงบประมาณกว่า 7,718 ล้านบาท งบอุดหนุนเฉลี่ย 160,000 บาทต่อครัวเรือน และสินเชื่อเฉลี่ย 250,000 บาทต่อครัวเรือน ทั้งนี้ พอช. ดำเนินงานสะสมในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2566 – 2569 มีผลสำเร็จดังนี้
1) อนุมัติโครงการแล้ว 81 โครงการ ครอบคลุม 5,518 ครัวเรือน วงเงินอนุมัติรวม 671,569,355 .50 บาท 2) ด้านการก่อสร้าง มีการสร้างบ้านใหม่เพื่อทดแทนบ้านเดิมแล้ว 661 หลัง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 1,209 หลัง และเตรียมการก่อสร้างอีก 3,648 หลัง 3) ด้านที่ดิน ได้ทำสัญญาเช่าระยะยาวกับ รฟท. แล้ว 49 สัญญา เป็นจำนวน 3,121 ครัวเรือน จัดซื้อที่ดินใหม่นอกเขตรถไฟ 3 แปลง จำนวน 225 ครัวเรือน และเช่าที่ดินประเภทอื่นอีก 1 แปลง

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวง พม. โดย พอช. ช่วยพลิกโฉมชีวิตชาวชุมชนจาก “ผู้บุกรุก” สู่ “ผู้เช่าถูกกฎหมาย” ได้สิทธิ์เข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และรักษาฐานเศรษฐกิจคนจนเมืองให้อยู่ใกล้แหล่งอาชีพเดิม ไม่ต้องย้ายไปชานเมืองไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านตลาดส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนงาน 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2571 – 2575) กระทรวง พม. ได้เสนอขออนุมัติกรอบงบประมาณต่อเนื่องต่อ ครม. รวมทั้งสิ้น 5,490,560,000 บาท แบ่งเป็นงบอุดหนุน 3,082,560,000 บาท และงบสินเชื่อ 2,408,000,000 บาท เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาครอบคลุมอีก 262 ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมครับ

ประเด็นที่ 6 การประชุมระหว่างประเทศรวมพลังเยาวชนอาเซียนสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน 2569 (ASEAN Youth United for Road Safety 2026) โดยกระทรวง พม. โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เตรียมจัดการประชุมดังกล่าว ระหว่างวันที่ 1 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนเยาวชน 60 คน จาก 12 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ติมอร์-เลสเต เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น และในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการประชุม ประกอบด้วย 5 ด้านหลัก ๆ ได้แก่ 1. สร้างความตระหนักรู้ ด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนอาเซียน 2. เสริมสร้างทักษะและการมีส่วนร่วม ของเยาวชนในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน 3. สร้างเครือข่ายเยาวชนอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน 4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ ในการสื่อสารรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5. ผลักดันข้อเสนอของเยาวชน เข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายในระดับอาเซียน

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย 1. เวทีเสวนาและการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) จากผู้แทนระดับประเทศและสากล อาทิ กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงมหาดไทย , องค์การอนามัยโลก (WHO) , UNICEF และกลุ่ม Youth for Road Safety 2. เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ด้านความปลอดภัยทางถนนของตัวแทนเยาวชนอาเซียน และเยาวชนผู้สังเกตการณ์จากประเทศอาเซียน+6 3. การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค 4. การนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมของเยาวชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน
และ 5. การจัดทำข้อเสนอแนะของเยาวชนอาเซียน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส และที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเยาวชนต่อไป

และประเด็นที่ 7 พิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2569 จำนวน 193 รูป โดยกระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ร่วมกับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์ฯ และคณะพระธรรมจาริก จัดพิธีฯ ระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งภายหลังพิธีบวช พระภิกษุและสามเณรจะเข้าศึกษาพระธรรมวินัยและวิชาการ ทั้งสายปริยัติธรรมและสายสามัญ ณ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง และวัดวิเวกวนาราม จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 61 ปี ตั้งแต่ปี 2508 มีผู้บวชสะสม 12,338 รูป ปัจจุบันครองสมณเพศ 272 รูป โดยในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จะมีพิธีกราบลาบรรพชาอุปสมบท และพิธีปลงผมนาค วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 มีพิธีถวายผ้าไตรเครื่องอัฐบริขาร และพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 จัดพิธีถวายผ้าไตร และพิธีบรรพชาอุปสมบท ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดารฯ โทร 02 659 6128 , สำนักงานประธานพระธรรมจาริก วัดเบญจมบพิตรฯ โทร 02 280 22743 หรือสำนักงานส่วนภูมิภาค วัดศรีโสดา เชียงใหม่ โทร 053 218 996

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน