ตาทวดเอะใจ หลานสาว7ขวบถือเงิน 100 บาทมาให้ดู สุดท้ายรู้ความจริงสะเทือนใจ ถูกเจ้าของร้านล่วงละเมิด ผู้ต้องหารับสารภาพ ตร.เรียกสอบปากคำก่อนปล่อยตัว
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีชายอายุ 69 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 7 ขวบ นักเรียนชั้นป.2 ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ครอบครัวของผู้เสียหายจะเข้าแจ้งความดำเนินคดี ที่ สภ.ศรีบุญเรือง และมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
จากการสอบถาม ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ตาทวด อายุ 84 ปี พร้อมหลานวัย 7 ขวบ มาหาและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เด็กไปซื้อของที่ร้านขายของในหมู่บ้านห่างจากบ้านไม่ไกลนักและก็ไปซื้อเป็นประจำ หลังจากกลับมาเด็กได้นำเงิน 100 บาทมาให้ดู ตาทวดสงสัยเพราะที่บ้านฐานะยากจนให้เงินเด็กไปซื้อของแค่ครั้งละ 10 บาท 5 บาท
จึงสอบถามว่าได้เงินมาจากไหน จนทราบว่า นาย ก. (นามสมมติ) เจ้าของร้านให้มา เมื่อถามว่าทำไมถึงให้ เด็กจึงค่อย ๆ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และน่าจะเคยถูกกระทำอนาจารมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อถามว่าชาวบ้านรู้เรื่องหรือไม่ ผู้ใหญ่บ้าน ตอบว่า หลายคนก็สงสัยและระแวงอยู่เพราะพฤติกรรมของเจ้าของร้านมักชอบกอดหอมเด็กผู้หญิงที่ไปซื้อของที่ร้าน แต่ไม่มีใครมาแจ้งความแค่ระมัดระวังลูกหลานตนเองไม่ให้ไปคนเดียว
ด้าน ร.ต.อ.ทิชานนท์ เพิ่มพูน รองสารวัตร (สอบสวน) เจ้าของคดี สภ.ศรีบุญเรือง เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาได้เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนแล้ว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ภายหลังการสอบสวนได้ปล่อยตัวตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารประกอบสำนวน เพื่อเสนอพนักงานอัยการพิจารณาดำเนินคดี ส่วนรายละเอียดในสำนวนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน
ขณะที่ พ.ต.ท.กิตติพล สมสิทธิ์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) เปิดเผยว่า หลังครอบครัวของเด็กเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ถูกกล่าวหาเคยให้การปฏิเสธ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม จนนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี และพรากผู้เยาว์ ต่อมาผู้ต้องหาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก และให้การรับสารภาพ
ในส่วนของเด็กผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกระบวนการคุ้มครองเด็ก โดยนำเข้าสอบปากคำร่วมกับทีมสหวิชาชีพที่สำนักงานอัยการจังหวัดเรียบร้อยแล้ว พร้อมอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและผลการตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อประกอบสำนวน ก่อนส่งให้อัยการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านการศึกษาในจังหวัดได้ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้โรงเรียนดูแลสภาพจิตใจของเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว รวมทั้งจัดนักจิตวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือ โดยจากการประเมินเบื้องต้น เด็กยังสามารถใช้ชีวิตและเข้าเรียนได้ตามปกติ
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างรอบคอบตามพยานหลักฐาน พร้อมคำนึงถึงสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กผู้เสียหายเป็นสำคัญ โดยจะเร่งสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาฟ้องคดีต่อไป