หลวงพ่อยันเอาเรื่องถึงที่สุด หลังลูกสาววัย12บวชแม่ชี ถูกพระลูกวัดชาวเวียดนาม ล่วงละเมิดทางเพศ แฉซ้ำถูกวัดบีบให้ออกหลังพาลูกแจ้งความ จี้สำนักพุทธฯ ตรวจสอบด่วนพบพระต่างชาติจำวัดนับ 100 รูป

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 หลวงพ่อ อายุ 44 ปี พระลูกวัดแห่งหนึ่ง ใน จ.เลย เดินทางเข้าร้องเรียนและขอความช่วยเหลือจาก นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เพื่อให้ช่วยเร่งรัดและติดตามคดีหลังจากที่ลูกสาว อายุ 12 ปี บวชเป็นแม่ชีอยู่ภายในวัดดังกล่าว ถูกพระซีตัน พระภิกษุสงฆ์ชาวเวียดนามล่วงละเมิดทางเพศภายในกุฏิ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

หลวงพ่อ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุพระภิกษุชาวเวียดนามรูปดังกล่าวได้ชักชวนกลุ่มแม่ชีและฆราวาสมาร่วมรับประทานหมูกระทะภายในกุฏิ รวมทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย ตัวพระผู้ก่อเหตุ แม่ชี 2 รูป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือลูกสาว และฆราวาสอีก 2 คน โดยในระหว่างที่ร่วมรับประทานอาหารกันนั้น พระชาวเวียดนามได้มีการดื่มสุราเข้าไปด้วย

เมื่อรับประทานเสร็จสิ้น พระรูปนี้ได้อาสาขับรถกอล์ฟของวัดเพื่อไปส่งแม่ชีทั้ง 2 รูปกลับที่พัก โดยเลือกขับไปส่งลูกสาวของตนกุฏิก่อนเป็นรายแรก จากนั้นจึงเดินทางไปส่งแม่ชีอีกรูปหนึ่ง ก่อนจะวนรถกอล์ฟย้อนกลับมายังกุฏิของลูกสาวตนอีกครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน

ด้าน เด็กหญิงผู้เสียหาย เล่าให้ฟังว่า พระชาวเวียดนามฉวยโอกาสผลักประตูเข้ามาอย่างแรง ก่อนจะล่วงละเมิดทางเพศ หลังเกิดเหตุด้วยความตกใจและหวาดกลัว ก็ได้รีบวิ่งไปหาแม่ชีอีกรูปพร้อมทั้งร้องไห้และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ก่อนจะพากันไปแจ้งให้หลวงพ่อทราบเรื่อง ซึ่งทันทีที่ผู้เป็นพ่อรู้ข่าวก็รีบพาลูกสาวเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหนองหิน จังหวัดเลย ทันที

อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อระบุว่าหลังจากที่เรื่องแดงขึ้น มีพระผู้ใหญ่บางรูปในวัดพยายามเข้ามาเจรจาเสนอให้ยุติเรื่องราวทั้งหมดไว้ภายในวัดโดยไม่ต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่ตนไม่ยอมเนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีอาญาร้ายแรง และเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจรวมถึงศักดิ์ศรีของลูกสาวอย่างรุนแรง จึงยืนยันที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ต่อมาทางเจ้าอาวาสวัดได้ยินยอมให้ดำเนินคดีได้ แต่ก็ยังมีการพูดถึงแนวทางการเยียวยาด้วยเงินชดเชย ซึ่งทางหลวงพ่อยืนยันหนักแน่นว่าไม่ต้องการเงินและไม่ขอจบเรื่องด้วยวิธีนี้ เพราะต้องการเห็นผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างสูงสุด แต่ผลกระทบที่ตามมาคือ หลังจากแจ้งความแล้ว หลวงพ่อกลับถูกสั่งให้ออกจากวัดและต้องคืนกุฏิพัก โดยได้รับคำชี้แจงจากทางวัดสั้นๆ ว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่หลวงพ่อนำเรื่องราวภายในวัดออกไปแจ้งความกับตำรวจ

สำหรับความคืบหน้าทางคดีในปัจจุบัน ลูกสาวของหลวงพ่อได้เข้าให้ปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพและมีใบรับรองแพทย์ตรวจร่างกายแนบในสำนวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนพระชาวเวียดนามผู้ก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้แล้วในระหว่างดำเนินคดี แต่สิ่งที่หลวงพ่อยังคงมีความกังวลใจเป็นอย่างมากคือ ขั้นตอนการสรุปสำนวนของพนักงานสอบสวนที่อาจมีความล่าช้าและไม่แล้วเสร็จทันตามกำหนดระยะเวลาฝากขังตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรือได้รับการประกันตัว

เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหนีความผิด ขณะที่สภาพจิตใจของลูกสาวในปัจจุบันยังคงย่ำแย่ มีอาการหวาดผวาอย่างรุนแรง ไม่กล้าออกไปไหนมาไหนเพียงลำพัง และแสดงอาการหวาดกลัวทุกครั้งที่ต้องพบเจอผู้ชาย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเร่งรัดคดีนี้โดยเร็ว

ด้าน นายเอกภพ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า พฤติกรรมของพระชาวต่างชาติรูปนี้ถือว่ามีความอุกอาจ ร้ายแรง และสะเทือนใจสังคมเป็นอย่างมาก หลังจากนี้ตนจะรีบประสานไปยังผู้กำกับการ สภ.หนองหิน จ.เลย เพื่อติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความกังวลใจของครอบครัวผู้เสียหาย

เบื้องต้นทราบว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปครบถ้วนแล้ว หากพยานหลักฐานแน่นหนาก็จะเร่งส่งฟ้องทันที ทั้งนี้ตนมีความกังวลเช่นเดียวกับหลวงพ่อว่าหากผู้ต้องหาได้ประกันตัวอาจจะหลบหนีคดีออกนอกประเทศเนื่องจากเป็นคนต่างด้าว

นอกจากนี้ ตนอยากเรียกร้องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเลย เข้ามาตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมหรือวัดแห่งนี้เป็นการด่วน เนื่องจากหลวงพ่อเอได้ให้ข้อมูลที่น่าสงสัยหลายประเด็น โดยเฉพาะกระบวนการบวชของพระภายในวัดที่มีลักษณะแปลกและผิดปกติไปจากเดิม

อีกทั้งยังมีพระสงฆ์ต่างด้าวจำวัดอยู่ภายในสำนักแห่งนี้เป็นจำนวนมากหลายร้อยรูป ซึ่งหากผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ามีการกระทำความผิดซ่อนอยู่ หรือมีกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะต้องถูกดำเนินคดีและกวาดล้างให้สิ้นซากต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน