ห่วงผันน้ำพิษเข้าเขื่อนภูมิพล เครือข่ายชาวบ้าน ออกแถลงการณ์ ต้านโครงการผันแม่น้ำยวม เผยไม่คุ้มค่าแถมทำลายชุมชน-สิ่งแวดล้อม
วันที่ 4 ก.ค.2569 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน และนักวิชาการพร้อมนักกฎหมายร่วมกันออกแถลงการณ์ กรณีที่มีความพยายามผลักดัน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล (โครงการผันน้ำยวม) โดยแถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวม โดยให้เหตุผลว่ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะหมดอายุในเดือนตุลาคม 2569 นั้น
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวมฯและประชาชนในพื้นที่ป่ารอยต่อจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ขอเรียนต่อสาธารณชนว่า การที่ประชาชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2566 มิได้มีเจตนาขัดขวางการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชนในพื้นที่ใด
หากแต่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการจัดทำรายงาน EIA และการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีข้อบกพร่องหลายประการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของประชาชน
แถลงการณ์ระบุว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเท่านั้น แต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำยวม เงา เมย และแม่น้ำสาละวิน การสูญเสียป่าต้นน้ำ การตัดถนน กองหินและแร่มหาศาลจากการขุดอุโมงค์ และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ล้วนเป็นต้นทุนที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้
“ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของแม่น้ำสาละวินได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขยายตัวของการทำเหมืองแร่ทองคำ แร่หายาก และแร่สำคัญในพื้นที่ตอนบนในพม่า ซึ่งมีการตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักที่เป็นพิษในหลายพื้นที่ การผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาจเพิ่มความเสี่ยงในการนำสารปนเปื้อนเข้าสู่ระบบน้ำของประเทศไทย”แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า โครงการผันน้ำยวมอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในระยะยาว เนื่องจากปัญหาหลักเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ มากกว่าการขาดแคลนปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท
จึงควรได้รับการทบทวนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการล่าสุด ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ข้อกังวลต่อประเทศไทย คือแนวทางการร่วมทุนกับเอกชน (PPP) มีความพยายามจะให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปอยู่ในมือเอกชน และบริษัทต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายฯ เคารพความเดือดร้อนของเกษตรกรในลุ่มน้ำปิงตอนล่าง และเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำอย่างจริงจัง แต่การแก้ปัญหาของพื้นที่หนึ่งไม่ควรสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติของอีกพื้นที่หนึ่ง การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ควรตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
รัฐบาลต้องไม่เร่งรัดการดำเนินโครงการเพียงเพราะรายงาน EIA กำลังจะหมดอายุ แต่ควรใช้โอกาสนี้ทบทวนข้อมูลทางวิชาการทั้งหมดและควรยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อประชาชนทุกลุ่มน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การผลักภาระและความเสี่ยงไปยังชุมชนต้นน้ำและคนรุ่นต่อไป
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายฯประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้านจากอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านจากอำเภออมก๋อย และอำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ รวมทั้งนักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อมและนักกฎหมายได้ร่วมกันหารือสถานการณ์ความคืบหน้าเกี่ยวกับการผลักดันโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล ปัญหาการผลักดันการทำเหมืองแร่ การปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวิน และผลักดันถนนและอุโมงค์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ตัวแทนเครือข่ายฯ จากอำเภอสบเมย กล่าวว่า พื้นที่แม่น้ำสาละวินมีการตรวจคุณภาพน้ำพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกครั้ง ล่าสุด ชาวบ้านและเยาวชน ได้จัดประชุมและเอาน้ำจากสาละวิน 7-8 จุดมาตรวจคุณภาพน้ำโดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ ชาวบ้านตกใจมากเพราะเห็นค่าการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานด้วยสายตาตัวเอง โดยเฉพาะสารหนู
และที่หมู่บ้านทิยาเพอ ซึ่งที่มีลำห้วยทิยาเพอที่ไหลลงแม่น้ำยวม ในพื้นที่เป้าหมายของก่อสร้างหัวงานเขื่อนน้ำยวม บริเวณดังกล่าวเคยเป็นพื้นที่การทำเหมืองเก่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเมื่อปี 2560 มีบริษัทเอกชนสัมปทานอยู่ประมาณ 10 ปีแล้ว และจะสัญญาหมด ปี 2570 สุดท้าย เมื่อเยาวชนนำน้ำจากทิบ้านยาเพอมาตรวจ พบสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานแม้จะเป็นเพียงการตรวจเบื้องต้น แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจ
“เราจะนำประเด็นเหล่านี้ไปคุยกับชาวบ้าน เพื่อเฝ้าระวังและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ เพราะชาวบ้านเคยเล่าว่ามีอาการปวดเมื่อยและเจ็บตามข้อ กล้ามเนื้ออ่อนและแรง เดินไม่ได้ และเราตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะชาวบ้านกินน้ำจากลำห้วยอยู่ตลอดเวลา และเป็นผลที่ชาวบ้านกินน้ำจากลำห้วยอยู่ตลอด ดังนั้นการที่จะมาสร้างเขื่อนและผันแม่น้ำยวมไปที่เขื่อนภูมิพล จึงควรคิดกันให้รอบครอบ ที่สำคัญคือโครงการนี้ทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อมมหาศาล และผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนเองก็แทบไม่ได้ประโยชน์”นายสะท้าน กล่าว