ปราจีนบุรี มหากาพย์ทับลาน วิกฤตความขัดแย้ง คน-สัตว์ป่า ทุบสถิติทะลัก2จังหวัด โขลงช้างป่า มหึมา บุกยึดพื้นที่ทำกินชาวบ้าน เหยียบย่ำกัดกิน พืชสวนพังพินาศ “ยายวัย75” สิ้นหวัง ตะโกนวอนขอร้องเหลือผลไม้ประทังชีวิต หน.อช. สะท้อนภาพซ้ำเติมระเบิดเวลา ที่ดินทับซ้อนมรดกโลก

8 ก.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤตความขัดแย้ง ระหว่าง คนกับสัตว์ป่า บริเวณรอบผืนป่ามรดกโลก อุทยานแห่งชาติทับลาน ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น

เมื่อปัญหาภัยธรรมชาติขับไล่โขลงช้างป่าขนาดมหึมากว่า 80 ตัว ให้อพยพข้ามเขต 2 จังหวัด ตั้งแต่ อ.ครบุรี-ต.อุดมทรัพย์ จ.นครราชสีมา ทะลักเข้าสู่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

ยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจนพังพินาศ ซ้ำเติมบาดแผลเดิมของราษฎรในพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับมหากาพย์ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ “ที่ดินทับซ้อนอุทยานฯ” ที่ยังคงไร้ข้อยุติและพร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช่างป่าฯ ได้รับแจ้งเหตุว่า มีฝูงช้างป่าจำนวนหนึ่งออกจากป่ามาหากินในพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน บริเวณหมู่ที่ 6 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบพบฝูงช้างป่ากำลังกัดกินต้นกล้วย ที่มู่ที่ 6 เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย มู่ที่ 6 พบ นายเจียม โทสูงเนิน อายุ 80 ปี และ นางระเบียบ โทสูงเนิน อายุ 75 ปี สองสามีภรรยา เจ้าของบ้านที่ยังอยู่ในอาการเสียขวัญ ทั้งคู่พาเดินดูสวนผลไม้ผสมผสานเนื้อที่ 5 ไร่ ซึ่งปลูกกล้วยน้ำว้า มะพร้าว ทุเรียน และมังคุด ที่ถูกช้างป่าเหยียบย่ำกัดกินจนราบเป็นหน้ากลอง

“ช่วงค่ำฝนตกหนัก ยายเห็นสิ่งผิดปกติข้างบ้าน ตาเลยเอาไฟฉายส่องดู เจอช้างตัวใหญ่เกือบ 10 ตัว กำลังรุมกินต้นกล้วย ต้นมะพร้าว ติดกับตัวบ้านเลย ด้วยความกลัว เลยพากันวิ่งหนีขึ้นชั้นสอง พอตั้งสติได้ ยายเลยตะโกนออกไปนอกหน้าต่างบอกช้างว่า พอแล้ว หยุดกินได้แล้ว เหลือไว้ให้ยายกินบ้าง ไปกันได้แล้ว แปลกมาก ช้างมันหยุดชะงัก แล้วหันมามองยายจริงๆ” นางระเบียบ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ในระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด ได้เกิดเหตุวิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อลูกช้างตัวหนึ่งในฝูงพลัดตกลงไปในบ่อเกรอะข้างบ้านและส่งเสียงร้องลั่น ทำให้แม่ช้างปรี่เข้าใช้วิชาชาญฉลาดใช้งวงรัดและอุ้มตัวลูกขึ้นมาจากบ่อได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่โขลงช้างทั้งหมดจะถูกเจ้าหน้าที่ผลักดันกลับเข้าป่าไป

ด้าน นายเจียม ผู้เป็นสามี กล่าวด้วยความท้อแท้ว่า ปีนี้สวนของตนถูกช้างบุกทำลายเป็นรอบที่ 3 แล้ว และรอบนี้หนักหนาที่สุด กล้วยน้ำว้าถูกกินไปกว่า 50 กอ ตนอุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักตักน้ำรดฝ่าวิกฤตภัยแล้งมาได้อย่างยากลำบาก พอเข้าหน้าฝนกำลังจะให้ผลผลิต กลับต้องสูญสิ้นไปในพริบตา จึงวอนขอให้หน่วยงานราชการเร่งเข้ามาเยียวยา

นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า โขลงช้างป่าที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี ในขณะนี้ ถือเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ที่สุดทุบสถิติเท่าที่เคยมีมา

โดยเป็นช้างที่อพยพเคลื่อนย้ายหนีความแห้งแล้งมาจากฝั่ง อ.ครบุรี และ ต.อุดมทรัพย์ จ.นครราชสีมา ประมาณ 60 ตัว มารวมกลุ่มกับช้างเจ้าถิ่นเดิม ในฝั่งปราจีนบุรีอีก 20-30 ตัว จนกลายเป็นโขลงมหึมากว่า 80 ตัว

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน วิเคราะห์ว่า ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมช้างเปลี่ยนไปจนต้องหนีออกนอกเขตป่าลึกเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก 1. วิกฤตภัยแล้งรุนแรง: แม้จะเข้าสู่ฤดูฝน แต่สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนสะสมมานาน ส่งผลให้ลำห้วยและแหล่งน้ำธรรมชาติในป่าลึกแห้งขอดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
2. ปรากฏการณ์ “ไผ่ตายขุย” ยกป่า นี่คือวิกฤตขาดแคลนอาหารที่รุนแรงที่สุด เมื่อป่าไผ่ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของช้างป่าพากันออกดอกและแห้งตายพร้อมกันทั้งผืนป่า ส่งผลให้ช้างไม่มีหน่อไม้หรือใบไผ่ประทังชีวิต

3. การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ช้างป่าเรียนรู้ว่าการรวมกลุ่มเป็น “โขลงมหึมา” จะช่วยให้พวกมันรู้สึกปลอดภัยและมีพลังอำนาจมากขึ้นในการเสี่ยงดวงออกนอกเขตป่ามาหาอาหารในชุมชน

สำหรับการแก้ปัญหา นายประวัติศาสตร์ ระบุว่า ใน ระยะสั้น อุทยานฯ ได้ร่วมกับ อบต.ทุ่งโพธิ์ เตรียมทำโครงการสร้าง “รั้วเหล็กปล้องอ้อยร่วมกับรั้วสลิง” ระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยถอดแบบมาจากจังหวัดจันทบุรี นำมาสร้างประกบขนานไปกับแนวรั้วกันช้างเดิม (Kai Fence) เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ ระยะยาว ที่ยั่งยืนคือการฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าลึกครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด รวมกว่า 30,000 ไร่ เช่น บริเวณเขาซับพริก และคอกควายตาสุข เพื่อสร้างทุ่งหญ้า แหล่งน้ำซับ และโป่งเทียม ดึงช้างกลับสู่ป่าลึกและกระจายไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่เสื่อมโทรม

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนเร่งด่วนจากงบกลุ่มจังหวัดและงบกลาง เนื่องจากหากรอระบบงบประมาณปกติ คาดว่าจะตั้งงบได้เร็วที่สุดในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งอาจไม่ทันท่วงทีต่อความเดือดร้อนของประชาชน

วิกฤตโขลงช้างป่าทับลานบุกยึดสวนชาวบ้านในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ฉายภาพความทุกข์ยากของเกษตรกรที่ต้องสูญเสียรายได้ในพริบตา หรือภาพความอดอยากของสัตว์ป่าจากพิษภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลึกลงไปถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่รอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน

นั่นคือ “มหากาพย์ข้อพิพาทเรื่องที่ดินทับซ้อน” ระหว่างเขตป่ากับที่ทำกินของราษฎร ซึ่งเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่คาราคาซังมานานหลายทศวรรษและยังคงเคลียร์ไม่จบ ชาวบ้านรอบผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้จึงตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ด้านหนึ่งต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโขลงช้างป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน แต่อีกด้านหนึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและการเยียวยาจากรัฐกลับยังไร้ความมั่นคงและหลักประกันที่ชัดเจน ตราบใดที่กฎหมายและแนวเขตที่ดินยังคงทับซ้อนและคลุมเครือ

การแก้ปัญหาวิกฤตทับลานในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างรั้วกั้นช้าง หรือการผลักดันสัตว์ป่ากลับเข้าป่าลึกเท่านั้น แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมองให้ทะลุถึงการจัดการสิทธิ์ของ “คน” ที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทั้งคนและสัตว์ป่าสามารถรอดพ้นจากวิกฤตธรรมชาติ และวิกฤตทางกฎหมายที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน