แม่ผัวร้อง ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ขอความเป็นธรรมให้ลูกสะใภ้ หลังโดนผู้ใหญ่บ้าน ลวงไปล่วงละเมิดในรีสอร์ท อ้างจะพาไปเคลียร์คดี โชคดีโทรศัพท์ให้เพื่อนช่วยได้ทัน
เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 13 ก.ค.2569 ที่สภ.เมืองสระบุรี น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง นำ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี พร้อมด้วยนางเปิ้ล (แม่สามี น.ส.เอ) ผู้เสียหาย เข้าพบ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรี และพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ นายบี (นามสมมุติ) ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี
หลังจากที่ล่อลวง น.ส.เอ ไปกระทำการอนาจาร และพยายามขืนใจ ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในท้องที่ ต.ดาวเรือง อ.เมือง จ.สระบุรี เหตุเกิด เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากยุติธรรม จ.สระบุรี และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมสังเกตการณ์อยู่ด้วย
น.ส.เอ ผู้เสียหาย ได้เล่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ถูกเพื่อนที่ไปงานวันเกิดด้วยกันเข้าแจ้งความว่า ตนเองขโมยโทรศัพท์มือถือ จึงมีการนัดหมายให้ไปพูดคุยกับผู้เสียหายและนำทรัพย์สินไปคืนที่สถานีตำรวจ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมถอนแจ้งความ ทำให้รู้สึกกังวล และคิดว่าจะหาผู้ใหญ่ในพื้นที่มาช่วยพูดคุย และไกล่เกลี่ย จึงนึกถึงลุง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หลังจากพูดคุยกันที่โรงพักเสร็จประมาณ 01.00 น. (เช้าวันที่ 2 ก.ค.69) ทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านตามปกติ
ต่อมาในช่วงเช้าของวันที่ 2 ก.ค.ลุงผู้ใหญ่บ้านโทรศัพท์หาตน และบอกให้ออกมาพบ โดยอ้างว่าจะพาไปคุยกับตำรวจ และพาไปพบกำนัน เพื่อช่วยเหลือเรื่องคดีความ จึงรีบออกไป เพราะหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ ก่อนออกจากบ้านได้โทรหาเพื่อน ให้ไปเป็นเพื่อน แต่ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ไม่ต้องให้เพื่อนไป เพราะไม่อยากให้คนรู้เรื่องมาก และยืนกรานว่าให้ไปเพียงคนเดียว ตนจึงตัดสินใจไปกับลุงผู้ใหญ่บ้าน
เมื่อขึ้นรถ ลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะพาไปพบตำรวจที่รู้จัก เพื่อขอให้ช่วยเรื่องคดี และได้พาไปพบจริง มีการพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกมา จากนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่า จะพาไปพบกำนันอีกคน เพื่อให้ช่วยเหลือเพิ่มเติม ตนจึงเชื่อ และหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ จึงเดินทางไปด้วย ระหว่างทางลุงผู้ใหญ่บ้านพูดตลอด ว่าสามารถช่วยเรื่องคดีได้ ทำให้ยิ่งเชื่อใจ

จากนั้นลุงได้ขับรถวนไปตามซอยเล็กๆ อยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะบอกว่ากำนันยังมาไม่ถึง และชวนไปหาอะไรกิน ระหว่างรอกำนัน แต่แทนที่จะพาไปร้านอาหาร ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับขับรถเข้าไปที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริเวณด้านหน้ามีร้านอาหารอยู่จริง แล้วอ้างว่าไม่อยากนั่งที่ร้าน เพราะเกรงว่าจะมีคนเห็น ว่ากำลังช่วยเหลือเรื่องคดี จึงชวนให้น้องเข้าไปรอภายในห้องพัก
โดยบอกว่าจะออกไปโทรศัพท์หากำนันด้านนอก เมื่อเข้าไปในห้อง ตนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบโทรศัพท์หาเพื่อนและคนสนิท บอกตำแหน่งที่อยู่ พร้อมพูดว่า “หนูกลัว ช่วยอยู่เป็นเพื่อนในสายก่อนนะ และช่วยมาตามหาหนูด้วย” ไม่นานนัก ลุงผู้ใหญ่บ้านถามว่าน้องกำลังคุยกับใคร ก่อนสั่งให้วางสาย ปิดโทรศัพท์ และห้ามติดต่อพ่อแม่
น้องเกิดความกลัวจึงรีบวางสาย จากนั้นน้องขออนุญาตเข้าห้องน้ำ เพื่อแอบส่งข้อความหาเพื่อนว่า “รีบมารับหน่อย หนูกลัว” ขณะที่อยู่ในห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านเดินตามมาเคาะและทุบประตู พร้อมตะโกนถามว่ากำลังทำอะไร เอาโทรศัพท์เข้าไปทำไม และบอกว่าให้ปิดเครื่อง ทำไมยังไม่ปิด ตนจึงโกหกว่าได้ปิดโทรศัพท์แล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้ปิด และพยายามแอบส่งข้อความให้เพื่อนเข้ามาช่วย
ระหว่างนั้น ลุงผู้ใหญ่บ้านสั่งเบียร์มา น้องจึงอาสาออกไปหยิบเอง โดยหวังจะขอความช่วยเหลือจากพนักงาน ให้เปิดทางให้เพื่อนเข้ามา แต่พนักงานแจ้งว่าไม่สามารถให้บุคคลภายนอกเข้ามาได้ เมื่อเห็นว่าน้องคุยกับพนักงานนาน ลุงผู้ใหญ่บ้านจึงเดินมาดึงตัวกลับเข้าห้อง ระหว่างนั้นน้องอาศัยจังหวะแอบปลดล็อกประตูห้องไว้ เพื่อให้เพื่อนสามารถเข้ามาช่วยได้ หากมาถึง

หลังจากกลับเข้าห้อง ลุงผู้ใหญ่บ้านเริ่มลวนลาม โดยการหอมแก้มและพยายามจับหน้าอก แต่น้องพยายามขัดขืน และขออนุญาตเข้าห้องน้ำอีกครั้ง ระหว่างนั้นลุงผู้ใหญ่บ้านพูดว่า “เอาผ้าขนหนูไปอาบน้ำเลย” ตนตกใจ แต่แกล้งตอบรับ พร้อมหยิบผ้าขนหนู เพื่อให้ลุงเข้าใจว่าจะไปอาบน้ำ ก่อนจะรีบเข้าห้องน้ำ และส่งข้อความหาเพื่อนอีกครั้งว่า “มาช่วยหน่อย ออกมาหรือยัง รีบหน่อย หนูกลัว”
ต่อมา ลุงผู้ใหญ่บ้านมาเคาะประตูห้องน้ำหลายครั้ง พร้อมสั่งให้ออกมาแต่งตัว และบอกว่าลุงผู้ใหญ่จะเข้าอาบน้ำ จึงคิดว่าจะใช้จังหวะที่ลุงอาบน้ำวิ่งหลบหนี จึงตัดสินใจเปิดประตูออกมา แต่ทันทีที่น้องออกจากห้องน้ำ ลุงผู้ใหญ่บ้านกลับล็อกประตูห้องน้ำไม่ให้น้องเข้าไปได้อีก ก่อนจะเริ่มลวนลามอย่างรุนแรง โดยถอดเสื้อผ้าของน้องออก น้องพยายามขัดขืนและต่อสู้ แต่เนื่องจากลุงผู้ใหญ่บ้านมีรูปร่างใหญ่กว่า จึงไม่สามารถสู้แรงได้
ในจังหวะนั้นเอง เพื่อนที่ตนส่งข้อความขอความช่วยเหลือเดินทางมาถึง และสามารถสามารถเข้ามาช่วยได้ทัน พร้อมทั้งบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน เนื่องจากทราบว่าลุงผู้ใหญ่บ้านพกอาวุธปืนติดตัวเป็นประจำ และเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงต้องบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้เพื่อความปลอดภัย และใช้เป็นหลักฐาน

หลังจากนั้น ตนจึงสามารถออกมาจากรีสอร์ทได้อย่างปลอดภัย ต่อมาในวันที่ 3 น้องได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยตำรวจได้รับแจ้งความไว้ และแจ้งให้น้องรอการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างนี้ฝั่งญาติของ ผู้ใหญ่บ้านได้มีการโพสต์ด่าทอตนเสียเสียหายหาย และข่มขู่เย้ย กฎหมาย ว่าไม่กลัวเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรี กล่าวว่า ในคดีดังกล่าวนี้ต้องทำความเข้าใจแยกแต่ละคดี คือคดีลักทรัพย์ (โทรศัพท์) นั้นมีการคืนทรัพย์สินกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในคดีกระทำการอนาจารและ พยายามขืนใจนั้น หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ และสอบปากคำแล้ว
เบื้องต้นทราบว่า นายบี มีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงได้แจ้งให้ ฝ่ายปกครอง นายอำเภอเมืองสระบุรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาของนายบีทราบแล้ว โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งมาว่า จะนำตัว นายบี ผู้ถูกกล่าวหา มาพบพนักงานสอบสวนในวันพรุ่งนี้ 14 ก.ค.69 เวลา 10.00 น.
ส่วนในเรื่องที่ ผู้เสียหาย และ มูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษและเกรงไม่ได้รับความปลอดภัยนั้น เพราะหลังเกิดเหตุทางผู้ใหญ่บ้านผู้ถูกกล่าวหา ได้พยายามขอเข้ามาไกล่เกลี่ย และข่มขู่ ครอบครัวผู้เสียหายนั้น สภ.เมืองสระบุรี ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มกัน ตามที่ร้องขอแล้ว
ส่วนการดำเนินคดีนั้นที่แน่ๆ คือกระทำอนาจาร ส่วนในคดีถึงขั้นล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่นั้น ซึ่งแพทย์ รพ.สระบุรี ได้นัด น.ส.เอ ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายเพิ่มเติมในวันที่ 17 ก.ค.69 เพื่อนำมาประกอบใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาดำเนินคดี กับผู้ถูกกล่าวหาต่อไป

ทางด้านนางเปิ้ล (นามสมมติ) แม่สามีนางสาวเอ เผยว่าที่ตนเองมาร้องเรียนในครั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว และอยากให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เนื่องจากทราบว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธด้วย และก็เกรงกลัวว่าเกิดเขามีจิตใจที่เกิดอารมณ์ขึ้นมา เกรงว่าจะเข้ามาทำร้าย ส่วนว่าเขาจะมีอิทธิพลหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ แต่เท่าที่รู้เขาเป็นคนที่กว้างขวาง เนื่องจากว่าชาวบ้านในพื้นที่มีอะไร เขาก็เข้าช่วยเหลือ และชาวบ้านก็มีความเกรงใจในตัวผู้ใหญ่บ้านคนนี้
ล่าสุดในเพจเป็นหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า หลังมีข่าวอื้อฉาวขึ้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทราบว่า สามี น.ส.เอ ผู้เสียหายรายนี้ เป็นทหาร สังกัด ( ม.พัน 11 รอ.) สระบุรี จึงสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้นายทหารผู้เป็นสามี สามารถลาราชการกลับมาดูแลภรรยา และลูกแฝด ในช่วงที่มีการดำเนินคดีกับ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ถูกกล่าวหาได้
สำหรับ สามี น.ส.เอ ปัจจุบันอายุ 26 ปี เคยผ่านการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ปกติมาแล้ว แต่จับได้ใบดำ แต่มีจิตใจอยากรับราชการทหารจึงได้ สมัครใจเข้าเป็นทหาร ผ่านการฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้วและกำลังจะถูกส่งไปราชการชายแดนกัมพูชาเร็วนี้ แต่ภรรยามาเกิดเรื่องเสียก่อนดังกล่าว