อาลัย ผู้ช่วยพยาบาลสาว เหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ สามีเศร้าไม่คิดเป็นกอดสุดท้าย คาใจระบบเซฟตี้ เผยหลังแต่งงานวางแผนเก็บเงินสร้างครอบครัว แต่ฝันสลายต้องมาจัดงานศพภรรยา
วันที่ 14 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านพักของ น.ส.มณีรัตน์ บ่มกลาง หรือจิ๊บ อายุ 38 ปี ผู้ช่วยพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกทม. หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว หลังครอบครัวได้รับร่างออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กลับมาถึงบ้านเกิดที่บ้านโคกกลาง ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์
มีชาวบ้านและญาติพี่น้องต่างช่วยกันจัดสถานที่ ในการบำเพ็ญกุศลศพ โดยบรรยากาศในงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัว โดยเฉพาะนายทองพูน และนางมยุรี บ่มกลาง พ่อแม่ของ น.ส.มณีรัตน์ ที่ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกสาวอันเป็นที่รักและเสาหลักของครอบครัว
ไม่ต่างจากนายอ๊อฟ อายุ 35 ปี สามีของ น.ส.มณีรัตน์ ที่ต้องสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ โดยครอบครัวมีกำหนดประกอบพิธีสวดอภิธรรมศพคืนวันที่ 14 – 17 ก.ค. และกำหนดฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.69
จากการสอบถามนายอ๊อฟ ผู้เป็นสามี เล่าทั้งน้ำตาว่า วันที่ 12 ก.ค.69 ภรรยาเลิกงานประมาณ 4 โมงเย็นตนเองเป็นคนไปรับก็แวะกินข้าวกันแถวอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นร้านข้าวที่ภรรยาบอกว่าอยากกินมานานแต่ยังไม่เคยพาไปสักที วันนั้นจึงพาภรรยาไปกิน ระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่ก็มีเพื่อนโทรมาหาเขาชวนไปเที่ยวที่ ป.สะพานใหม่ ก็คิดว่าภรรยาจะไม่ไปเพราะเห็นเขาทำงานเหนื่อย
กระทั่งกลับไปถึงห้องตนก็อาบน้ำแล้วออกไปทำงานช่วงกลางคืนต่อ จากนั้นภรรยาก็ไลน์ไปบอกตอน 4 ทุ่มกว่าว่าไปเที่ยวกับเพื่อนซึ่งในไลน์เขาบอกว่าเดี๋ยวจะแวะไปหาตนที่ทำงานแล้วจะกลับห้องพร้อมกัน กระทั่งช่วงเที่ยงคืนมีคนโทรมาบอกว่าเกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเพื่อนก็ถามว่าแฟนพี่อยู่ที่นั่นไหม ตนก็ยังคิดว่าภรรยาอยู่สะพานใหม่ ด้วยความเป็นห่วงจึงรีบโทรหาภรรยาแต่ทั้งโทรและไลน์ไปแต่เขาก็ไม่รับสาย
เพื่อนบอกว่ามีคนเสียชีวิต 26 ศพแล้ว ตนก็รีบขับรถจากที่ทำงานไปที่เกิดเหตุทันที พอไปถึงเขาก็กำลังวุ่นวายเคลื่อนย้ายผ้เสียชีวิตออกจากโรงเบียร์โดยมีผ้าขาวคลุมร่างไว้ ก็เริ่มใจคอไม่ดี ก็โทรศัพท์ย้ำๆหลายครั้งเพราะคิดว่าภรรยาอาจจะไม่ได้ยินเสียง กระทั่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิเป็นคนรับสายเขาบอกว่าเก็บโทรศัพท์ได้ในที่เกิดเหตุเขาก็บอกว่ายังมีความหวังอยู่จึงไปตามหาตาม รพ.ที่เขาส่งผู้ป่วยไป แต่ก็ไม่เจอจึงไปติดต่อที่โรงพักพหลโยธิน ว่าตามหาภรรยาไม่เจอ
ทางเจ้าหน้าที่เขาก็ไล่เปิดภาพผู้เสียชีวิตให้ดูพอดูไปถึงร่างที่ 12 ก็เห็นว่าเป็นภรรยาตัวเองก็ใจแทบสลาย ก็ไม่คิดว่าภรรยาจะมาจากไปเร็วแบบนี้ วันเกิดเหตุเขาไปเที่ยวกับเพื่อนรวม 3 คน คนหนึ่งสาหัส อีกคนไม่เป็นอะไร ส่วนภรรยาตนเสียชีวิต
นายอ๊อฟ ยังเผยถึงลางสังหรณ์ด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุหลังจากไปรับภรรยาจากที่ทำงานกลับห้อง ปกติภรรยาจะนอนบนโซฟา แล้วตนจะนอนพื้นข้างล่างเพราะไม่อยากให้ภรรยาปวดหลัง แต่วันนั้นภรรยาลงมานอนกอดตัวเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมภรรยามานอนกอด ไม่คิดว่าจะเป็นกอดสุดท้ายจากภรรยา แล้วก่อนที่ตนจะออกไปทำงานตอนกลางคืน เขายังมาหอมแก้มแล้วบอกว่าทำงานดีๆนะสามี อย่ากลับเช้านะ
ความฝันของภรรยาคือ เขาอยากต่อเติมบ้านให้พ่อกับแม่จนเขาต้องเข้าเวรเพิ่ม ส่วนตนเองก็รับงานเสริมด้วย เพราะหลังจากแต่งงานก็วางแผนจะทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคง ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องมาจัดงานศพให้กับภรรยาตัวเอง แต่ตนก็รับปากว่าจะสานฝันต่อให้กับภรรยา จะทำงานหาเงินมาต่อเติมบ้านให้พ่อกับแม่ภรรยา ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ติดใจเรื่องความปลอดภัยของทางร้าน หากเป็นตามข่าวที่ว่าประตูหนีไฟถูกล็อกไว้จริง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างยิ่ง
ด้านนางปะฑิตา เสริมรัมย์ อายุ 48 ปี น้าผู้เสียชีวิต เล่าทั้งน้ำตาว่า หลานเป็นคนขยันมากเขาทำงานควงกะ เพราะเป็นลูกสาวคนโตเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลพ่อแม่และน้องอีก 2 คน ตนก็ยังบอกหลานว่าอย่าทำงานหนักมากให้ไปเที่ยวผ่อนคลายบ้าง พอรู้ข่าวตอนแรกว่าหลานอยู่ในเหตุการณ์ ก็ยังแอบภาวนาขอให้มีปาฏิหาริย์อย่าให้หลานเป็นอะไรไป ก็ไม่คิดว่าหลานจะมาจากไปเร็วแบบนี้ใจสลายมาก เพราะเลี้ยงดูแลเขามาแต่เด็ก ก็ขอให้หลานไปอยู่ในภพภูมิที่ดี
จากเหตุการณ์ที่เกิดเหตุส่วนตัวก็ติดใจเรื่องระบบความปลอดภัยของสถานบันเทิง ไม่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะทางออกต้องมีเพียงพอ หากเกิดเหตุฉุกเฉินผู้เข้าไปใช้บริการจะได้หนีทัน เพราะหากเกิดการสูญเสียขึ้น ไม่ว่าจะชดเชยเยียวยาเท่าไหร่แต่ชีวิตคนๆหนึ่งก็ทดแทนไม่ได้ ก็อยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อยากให้สถานบันเทิงต่างๆ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


