สธ.ยันผลตรวจ พยาธิใบไม้ตับ นิสิตมหาสารคาม 2.2 พันคน ติดเชื้อจริง 4 คน ย้ำกินปลาน้ำจืดปรุงสุกเท่านั้น เตือนความเชื่อ “บีบมะนาว พริก หมักดอง ดื่มแอลกอฮอล์” ไม่ช่วยฆ่าพยาธิ
วันที่ 15 ก.ค. 2569 นพ.วิชาญ บุญกิติกร ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลการดำเนินงานตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มนิสิตมหาวิทยาลัยใน จ.มหาสารคาม ว่า จากการใช้ชุดตรวจปัสสาวะ (OV-ATK) คัดกรองนิสิต จำนวน 2,200 ราย พบผลบวก 451 ราย
ทางกองระบาดวิทยาจึงได้ร่วมมือกับกองโรคติดต่อทั่วไป และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้รับตัวอย่างมาทั้งสิ้น 309 ราย และจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Modified Kato Katz และ FECT พบผลยืนยันติดพยาธิใบไม้ตับ จำนวน 4 ราย
นอกจากนี้ ยังตรวจพบพยาธิชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ พยาธิใบไม้ลำไส้ขนาดเล็ก 4 ราย, พยาธิตัวตืด 5 ราย, พยาธิเส้นด้าย 2 ราย และพยาธิแส้ม้า 1 ราย
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคมีแนวทางปฏิบัติและมาตรฐานการจ่ายยาถ่ายพยาธิอย่างชัดเจน โดยจะให้ผู้ป่วยกินยาต่อเมื่อตรวจอุจจาระแล้วพบผลเป็นบวกเท่านั้น พร้อมกันนี้ จะเร่งร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สรุปแนวทางการใช้ชุดทดสอบทางปัสสาวะในทางเทคนิคต่อไป เพื่อให้การเฝ้าระวังโรคเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นพ.วิชาญ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์โรคพยาธิใบไม้ตับของประเทศไทยในภาพรวม มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการติดเชื้อจากการตรวจอุจจาระในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในพื้นที่เสี่ยงสูงลดลงจากร้อยละ 16.27 ในปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 2.53 ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด และภาคเหนือตอนบน ยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ
นพ.วิชาญ กล่าวอีกว่า ในปี 2568 กรมควบคุมโรคได้ยกระดับการคัดกรองเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงสูง โดยสามารถตรวจอุจจาระคัดกรองประชาชนไปได้ถึง 240,220 ราย (คิดเป็นร้อยละ 160.14 ของเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 150,000 ราย) และได้นำผู้ที่ตรวจพบเชื้อจำนวน 6,074 ราย เข้าสู่กระบวนการรักษาเรียบร้อยแล้ว
ด้าน นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า โรคพยาธิใบไม้ตับจัดเป็น “ภัยเงียบ” ที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายได้ยาวนานถึง 20-30 ปี โดยในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ตัวอ่อนของพยาธิจะอาศัยอยู่บริเวณเนื้อ ใต้เกล็ด และครีบของปลาน้ำจืดเกล็ดขาว
เมื่อประชาชนบริโภคปลาชนิดดังกล่าวที่ปรุงไม่สุก ตัวอ่อนพยาธิจะเข้าไปเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี สูงกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อถึง 5.5-6.4 เท่า ซึ่งโรคนี้มีอัตราความรุนแรงและสูญเสียชีวิตสูง
โรคพยาธิใบไม้ตับสามารถป้องกันได้ โดยประชาชนควรปฏิบัติ ดังนี้
1.กินอาหารที่ปรุงสุก โดยเฉพาะปลาน้ำจืดทุกชนิด
2.หลีกเลี่ยงการกินปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ รวมถึงเมนูพื้นบ้านที่ใช้ปลาดิบเป็นส่วนประกอบ
3.เลือกบริโภคปลาร้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและปรุงสุกก่อนกิน
4.ผู้ที่มีประวัติกินปลาดิบเป็นประจำ หรืออาศัยในพื้นที่เสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
5.หากตรวจพบยืนยันการติดพยาธิ ควรรับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำ
นพ.ยงเจือ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันยังคงมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่า การบีบมะนาว การใส่พริก การหมักดอง หรือการกินร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถทำลายพยาธิได้ แต่ในความเป็นจริง วิธีดังกล่าวไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้
วิธีการเดียวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ คือ การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนเท่านั้น ควบคู่กับการแยกใช้อุปกรณ์เขียงและมีดสำหรับอาหารดิบและอาหารสุกอย่างชัดเจน รวมถึงการขับถ่ายในสุขาที่ถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


