พม. เปิดเกมรุก 7 มาตรการ พลิกโฉมระบบคุ้มครองทางสังคมชายแดนใต้ ชูโมเดล ชุมชนนำ จังหวัดหนุนขับเคลื่อนระบบ ดึงเยาวชนกลุ่ม NEETs คืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ปัตตานี, 16 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และภาคีเครือข่าย

เปิดงาน มหกรรมนวัตกรรมทางสังคมพื้นที่ชายแดนใต้ โชว์ แชร์ ชู้ต พลิกโฉมระบบคุ้มครองทางสังคมเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวชายแดนใต้ มุ่งถอดบทเรียนและสร้างนวัตกรรมทางสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้แนวคิด ชุมชนนำ เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน

นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยในฐานะประธานเปิดงานและผู้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การพัฒนาเด็กและเยาวชน ครอบครัวเปราะบาง: แนวทางการจัดการปัญหาเด็กและเยาวชนเชิงระบบ ว่า พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนประชากรเด็กหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 8.31 ของประเทศ

แต่กำลังเผชิญสิ่งท้าทายเฉพาะด้าน เช่น ภาวะทุพโภชนาการ พัฒนาการล่าช้า ปัญหาสุขภาพจิต ความยากจนข้ามรุ่น และเยาวชนกลุ่ม NEETs (เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา การจ้างงาน และการฝึกอบรม) ที่มีสัดส่วนสูง ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมพลิกโฉมการทำงานเชิงรุกผ่าน 7 มาตรการหลัก เพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน ดังนี้:

  1. การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างทั่วถึง:ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ พม. Smart” ที่คิกออฟให้ประชาชนยื่นสิทธิ์และตรวจสอบสวัสดิการเงินสงเคราะห์เปราะบาง 6 ด้าน (เช่น เงินช่วยฉุกเฉิน 3,000 บาท, เงินสงเคราะห์เด็กยากจน) ผ่านระบบยืนยันตัวตน (ThaiD) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาอนุมัติและโอนเงินช่วยเหลือผู้มีสิทธิ์เดิมเหลือเพียงภายใน 7 วัน
  2. การยกระดับพื้นที่ผ่านการเปิด ศูนย์สร้างสุขและ ทีมสร้างสุข“:ตั้งเป้าเปิดศูนย์สร้างสุขทำหน้าที่ส่งมอบสวัสดิการและสร้างอาชีพให้ครบ 76 จังหวัด และขยายผลให้ครบทุกอำเภอในปีงบประมาณ 2570 พร้อมนำร่องกลไกระดับตำบล และส่ง “ทีมสร้างสุข” ลงลึกถึงระดับหมู่บ้านใน 7 จังหวัดนำร่อง
  3. การส่งเสริมสถานพัฒนาเด็ก:เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่สมวัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  4. การพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและอาสาสมัคร:มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับข้อกฎหมายและ พรบ.คุ้มครองเด็ก เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานเชิงรุกในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
  5. การพัฒนาระบบดูแลเด็กและเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว:การพัฒนาระบบครอบครัวอุปถัมภ์ เครือญาติอุปถัมภ์ และครอบครัวบุญธรรม
  6. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชน:ยกระดับกลไกสภาเด็กฯ ทุกระดับชั้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงและร่วมพัฒนาพื้นที่
  7. การผลักดันเมืองน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชน:ขยายผลความสำเร็จจากระดับจังหวัด (เช่น อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ลงสู่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านทั่วประเทศ

“กระทรวง พม. มุ่งหวังที่จะสร้างสังคมที่ อยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน โดยการแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยกลไก ชุมชนนำ จังหวัดหนุน บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง 6 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคการเมือง เพื่อพลิกโฉมระบบคุ้มครองทางสังคมให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” นางสาวชนก กล่าว

ด้าน ดร.วันฉัตร สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวเสริมในระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ แผนการพัฒนากำลังคนเพื่อก้าวข้ามความเปราะบาง ว่า แม้ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากมีโครงสร้างประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานสูงที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือตัวเลขเยาวชนกลุ่ม NEETs ในประเทศไทยที่มีสูงถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งชายแดนใต้มีสัดส่วนที่สูงมาก หากกลไกในพื้นที่สามารถดึงเยาวชนกลุ่มนี้กลับมาพัฒนาทักษะอาชีพและศักยภาพได้ จะเปลี่ยนกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็น ” New Growth Engine” หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ได้อย่างมีนัยสำคัญ

งานมหกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนเสียงและส่งต่อผลงานวิจัยเชิงพื้นที่จากคนทำงานจริง มุ่งสู่การตกผลึกร่วมกัน (โชว์-แชร์-ชู้ต) เพื่อเปลี่ยนเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับชาติในการขับเคลื่อนการคุ้มครองทางสังคมและสร้างความเข้มแข็งให้กับทุนมนุษย์ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน