รมว.ยุติธรรม เตรียมเยียวยา 3 แสนบาท ‘ครูทราย’ สามีเสียชีวิต เหตุแพทย์วินิจฉัยโรคผิด ยันไม่ต้องรอผลการตรวจสอบ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้รับคำขอช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว
20 ก.ค. 69 – ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยกรณีกรณีสามี “ครูทราย” น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร วัย30ปี เสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ
หลังจากแพทย์โรงพยาบาลซานคามิลโล ได้ปฏิเสธการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และวินิจฉัยว่าเป็นอาการแพนิคของผู้ป่วยเอง กระทั่งล่าสุดโรงพยาบาลฯ ได้สั่งให้แพทย์พาร์ทไทม วัย70ปี กล่าวดังกล่าว “ให้ออกทันที” ว่า
การเยียวยาของ กรมคุ้มครองสิทธิฯ ต่อกรณีนี้ เราได้ส่งเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดราชบุรี ลงไปขอรับข้อมูล และคำขอช่วยเหลือเยียวยาเรียบร้อยแล้ว เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง
โดยหากท้ายสุดพนักงานสอบสวนตำรวจมีการแจ้งข้อกล่าวหาการกระทำประมาทฯ ต่อผู้กระทำความผิด ก็ยิ่งเป็นหลักฐานในการที่ ผู้เสียหาย จะขอยื่นคำร้องไว้ได้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม กรมฯ ไม่ต้องรอผลการตรวจสอบ จากการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงของแพทย์รายดังกล่าว จาก รพ.ต้นสังกัด เพราะการเยียวยาเป็นเรื่องของกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ แต่วินัยเป็นเรื่องของต้นสังกัด มันแยกจากกัน
โดยเบื้องต้น จำนวนเงินที่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการฯ จะอยู่ที่ 300,000 บาท ทั้งนี้ ตนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว เราไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็จะมีกลไกในการช่วยเหลือเยียวยาตรงนี้
นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังเปิดเผยถึงกรณีคดีลุงเปี๊ยก ซึ่งในวันที่ 22 ก.ค.69 พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 จังหวัดระยอง ได้นัดหมายผู้ต้องหาซึ่งเป็นตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 7 ราย เพื่อส่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง ว่า
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่สังคมจับตาพอสมควรหลังกฎหมายบังคับใช้ แต่คดีนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าศาลจะว่าอย่างไรบ้าง แต่ในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯ เราก็มีบทบาทในการติดตาม และสังเกตการณ์ในคดี เพื่อเราจะได้นำมาพัฒนาในระบบการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างไรก็ดี กรณีลุงเปี๊ยก หลายคนอาจตั้งข้อสังเกตเรื่องการอุ้มหาย แต่ “การอุ้มหาย” ในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้เน้นเพียงกรณีการหายไปแล้วติดต่อไม่ได้ แต่มองลึกไปถึง “แม้หายตัวไปเพียวชั่วขณะหนึ่งโดยที่ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย ติดต่อญาติไม่ได้ หรือญาติไม่รู้ชะตากรรม“ แบบนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำให้บุคคลสูญหายแล้ว
นายธีรยุทธ เปิดเผยอีกว่า กรณีก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้เคยมีคำพิพากษาลงโทษในคดีที่ครูฝึกทหารกระทำต่อทหารเกณฑ์มาแล้ว แต่ในคดีลุงเปี๊ยก ก็ถือเป็นคดีที่มีผู้ต้องหาเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้เสียหายเป็นพลเรือนทั่วไป ก็ยอมรับว่านี่คือเคสแรกที่มีการดำเนินคดีความผิดการอุ้มหาย และการกระทรมาน ซึ่งเราก็ต้องรอดูว่าศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะมีการรับฟ้องหรือไม่ และจากนั้นจึงติดตามรอดูคำพิพากษาศาลต่อไปด้วย
ทั้งนี้เราได้มีการเยียวยาช่วยเหลือลุงเปี๊ยกครบถ้วน และยังคงอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่เต็มที่ โดยภายหลังมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เรายอมรับว่าเรื่องการแจ้งอุ้มหายค่อนข้างลดลง ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ อาจเพราะส่วนหนึ่ง เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย แนวปฏิบัติมากขึ้น แม้อาจมีบางส่วนที่พลาดพลั้งลุแก่อำนาจ ก็ยังพบอยู่บ้าง