รองอุเทน แจ้ง คดีโกงข้อสอบท้องถิ่น วางกรอบตรวจสอบ30ประเด็น แบ่งพิจารณา3ช่วง เร่งสรุปรายงานเสนอ รองนายกฯปกรณ์ ภายในสัปดาห์นี้ ปัจจุบันรวบรวมข้อเท็จจริงคืบหน้า 70 เปอร์เซ็นต์
20 ก.ค. 69 – ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน รอง ผบก.อก.ตร. ภ.6 ในฐานะโฆษกคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีโกงข้อสอบ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นคณะกรรมการย่อยภายใต้คณะกรรมการที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า

การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดกรอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเร่งจัดทำรายงานเสนอต่อ นายปกรณ์ ภายในสัปดาห์นี้
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยทุกฝ่ายร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อหาแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการสอบแข่งขันในอนาคต
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวต่อว่า จุดมุ่งหมายของการตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการตรวจสอบว่า มีการทุจริตหรือไม่ แต่เป็นการตรวจสอบภาพรวมของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ การรับสมัคร การเตรียมการสอบ การจัดสอบ ระหว่างการสอบ การตรวจข้อสอบ การประกาศผล ตลอดจนกระบวนการเรียกบรรจุ เพื่อค้นหาว่า ขั้นตอนใดมีช่องว่าง หรือควรได้รับการปรับปรุง และกำหนดให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับการสอบแข่งขันของภาครัฐในอนาคต
เบื้องต้น ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นตอนก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ พร้อมมอบหมายให้คณะทำงานรวบรวมข้อเท็จจริงและผลการตรวจสอบในแต่ละประเด็น ก่อนนำมาสรุปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวต่อว่า แม้คณะกรรมการจะเริ่มพบประเด็นหรือช่องว่างบางส่วนของกระบวนการสอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า จุดใดเป็นต้นเหตุของการทุจริต เนื่องจากยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน จึงยังเร็วเกินไปที่จะระบุรายละเอียด หรือชี้ว่าขั้นตอนใดเป็นปัญหาหลัก
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้ศึกษากระบวนการสอบแข่งขันของหลายหน่วยงาน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแนวทางการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นแนวปฏิบัติของสำนักงาน ก.พ. หน่วยงานตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในรูปแบบมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure : SOP) ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเดียวกันในการสอบแข่งขันของทุกหน่วยงานในอนาคต
สำหรับ กระบวนการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น พ.ต.อ.อุเทน อธิบายว่า มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง เริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แจ้งความต้องการอัตรากำลัง จากนั้นคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น จะกำหนดกรอบและอัตราตำแหน่ง ก่อนมอบหมายให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ
ซึ่ง กสถ. อาจดำเนินการเอง หรือจ้างมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานภายนอก เข้ามาดำเนินการบางขั้นตอนตามระเบียบ ก่อนประกาศผลและส่งรายชื่อผู้สอบ ผ่านกลับไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเรียกบรรจุตามอัตราที่ได้รับอนุมัติ
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวต่อว่า การตรวจสอบในครั้งนี้จะพิจารณาว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่และระเบียบที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงมีขั้นตอนใดที่ควรได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการเกิดช่องว่างของระบบ
ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการขนส่งข้อสอบ การจัดเก็บข้อสอบ การตรวจข้อสอบ หรือการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานนั้น พ.ต.อ.อุเทน กล่าวว่า คณะกรรมการกำลังรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่า ประเด็นใดเป็นปัญหาสำคัญ หรือมีความเชื่อมโยงกับการทุจริตที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวต่อว่า การทำงานของ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แยกออกจากการดำเนินคดีอาญาอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการชุดนี้ ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ไม่ได้พิจารณาเรื่องการออกหมายเรียก การแจ้งข้อกล่าวหา หรือการดำเนินคดีกับบุคคลใด แต่มีหน้าที่ศึกษาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในภาพรวม เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงวิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อ รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาขอ งคณะกรรมการ อาจเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีอาญา หากพบข้อเท็จจริง หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เนื่องจากข้อมูลที่รวบรวมได้อาจสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการหรือขั้นตอนที่เอื้อต่อการกระทำผิด แม้ว่าการทุจริต ในการสอบแข่งขันจะไม่มีความผิดฐานเฉพาะตามกฎหมายก็ตาม
พ.ต.อ.อุเทน กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ คณะทำงานดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจอย่างเคร่งครัด โดยข้อมูลทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร พยานบุคคล หรือพยานวัตถุ ต้องมีที่มาที่ตรวจสอบได้ และสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้ผลการศึกษามีความน่าเชื่อถือ และสามารถใช้เป็นแนวทางปรับปรุงระบบได้จริง
ขณะเดียวกัน คณะทำงานได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้ามาให้ข้อมูล แล้ว 7 ปาก ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการรับสมัครและสอบแข่งขัน ทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานที่ดำเนินการสอบ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัจจุบันการรวบรวมข้อเท็จจริงมีความคืบหน้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์
หลังจากนี้ คณะทำงานแต่ละชุด จะนำข้อมูลที่ได้รับไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม จัดทำความเห็นในแต่ละประเด็น ก่อนรวบรวมเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอ คณะกรรมการชุดใหญ่ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความโปร่งใส รัดกุม และป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
