กทม.คุมเข้ม สถานประกอบการ 1,066 แห่ง เช็กความปลอดภัยอาคาร-ระบบป้องกันอัคคีภัย-สุขลักษณะ เปิดระบบ Self-Check ส่งเอกสารประเมินตนเองผ่านออนไลน์
วันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่ศาลาว่าการกทม. นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงการยกระดับความปลอดภัยของสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา กทม. ได้ประชุมการยกระดับความปลอดภัยของสถานบริการและสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายสถานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ
นายพรพรหม กล่าวต่อว่า ในกรุงเทพฯ มีสถานบริการ 147 แห่ง และสถานประกอบการที่ลักษณะคล้ายสถานบริการ 919 แห่ง รวมทั้งหมด 1,066 แห่ง โดยสถานประกอบการที่ “คล้าย” แตกต่างจากสถานบริการตรงที่อยู่นอกโซนนิ่ง แต่ขอใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและแสดงดนตรี ซึ่งถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ดังนั้น กทม.จึงยกระดับเช็กลิสต์การตรวจจากเดิมที่เน้นหลักสุขลักษณะตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาเพิ่มมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาคารและการป้องกันอัคคีภัยอย่างเข้มข้น โดยครอบคลุมการตรวจ 3 ด้าน ได้แก่
1.ด้านความปลอดภัยอาคาร (ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า วัสดุตกแต่ง ฉนวนกันความร้อน และฉนวนกันเสียง)
2.ด้านการป้องกันอัคคีภัย (เครื่องหมายและป้ายทางออกฉุกเฉิน ระบบป้องกันเพลิงไหม้ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ระบบไฟฟ้าส่องสว่างฉุกเฉิน และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง)
3.ด้านสุขลักษณะ (ลักษณะของอาคาร การควบคุมและป้องกันเสียงดังจากการประกอบการ การระบายอากาศ แสงสว่าง ห้องส้วม ที่ปัสสาวะ และอ่างล้างมือ)
นอกจากนี้ จะเปิดระบบ Self-Check ให้ผู้ประกอบการประเมินตนเองผ่านระบบออนไลน์ของสำนักดิจิทัล ครอบคลุม 5 หมวดสำคัญ ได้แก่
1.ระบบอัคคีภัย
2. การเดินสายระบบไฟฟ้า ระบบเสียง ระบบสัญญาณ
3.วัสดุตกแต่งผนัง ฝ้าเพดาน ฉนวน
4.ผังแสดงพื้นที่ประกอบการและจำนวนคนสูงสุด
5.การประกันภัย ความรับผิดชอบตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
พร้อมแนบภาพถ่ายและเอกสารรับรองจากวิศวกรในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของกทม.
ทั้งนี้ กทม.จะจัดส่งระบบดังกล่าว ให้ผู้ประกอบการภายในวันที่ 28 ก.ค.นี้ และขอความร่วมมือให้ดำเนินการประเมินตนเองและส่งข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.69 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการทั่วกรุงเทพฯ
ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดทำแนวทางการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานประกอบการใน 3 ระยะ เพื่อให้ทุกหน่วยงานและผู้ประกอบการมีแนวทางปฏิบัติรองรับอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ การรับมือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์สิ้นสุด ประกอบด้วย
1.ระยะป้องกัน (Prevention Readiness) ได้แก่ แต่งตั้งผู้รับผิดชอบการตรวจตราความเสี่ยงอย่างครบถ้วน พนักงานผ่านการอบรมดับเพลิงขั้นต้นและซ้อมหนีไฟ มีกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
2.ระยะเผชิญเหตุ (Response Readiness) ได้แก่ มีผังตัดสินใจและกำหนดบทบาทบัญชาการชัดเจนทั้งเวลาปกติและนอกเวลา ทีมระงับเหตุและทีมอพยพรู้หน้าที่และจุดรวมพลของตนเอง ระบบแจ้งเหตุและผู้นำทางพร้อมปฏิบัติงานทันที
3.ระยะฟื้นฟู (Recovery Readiness) ได้แก่ มีแผนประสานงานหน่วยงานภายนอกและประเมินความเสียหาย มีมาตรการรองรับเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและเยียวยาพนักงาน