หญิงเพื่อนสนิท เล่านาทีช็อก สาวแฟนเก่า บุกยิงครูหนุ่มเสียชีวิตต่อหน้า โดนปืนจี้บังคับขึ้นรถ ลั่นไม่อโหสิกรรมให้เด็ดขาด เผยครูหนุ่มผู้เสียชีวิต สอบแข่งขันมากว่า 20 ครั้ง เพื่อเข้ารับราชการ หวังทำให้พ่อแม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันที่ 27 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์เสียชีวิตของนายเอ (นามสมมติ) อายุ 34 ปี เป็นครูประจำที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตภายในห้องนอนที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เหตุเกิดในเวลาประมาณ 01.30 น. ที่ผ่านมา

ต่อมาตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ และทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ น.ส.สอง อายุ 33 ปี เป็นหญิงสาวที่เคยคบหากับครูหนุ่มผู้เสียชีวิต หลังเกิดเหตุได้ขับรถยนต์หลบหนีไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

ด้าน น.ส.บี (นามสมมติ) ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งยังอยู่ในการช็อกและเศร้าโศกกับการสูญเสียเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่สมัยมัธยม เล่าว่า ตนและผู้เสียชีวิต เป็นเพื่อนสนิทกันมาก เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม มีความสนิทสนมกับพ่อแม่และครอบครัวของผู้เสียชีวิต ที่มีบ้านอยู่ จ.กำแพงเพชร ซึ่งปกติแล้วตนเองทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี และได้เดินทางมาหาผู้เสียชีวิตที่ขอนแก่น ได้ประมาณ 4-5 วัน ก่อนที่จะเกิดเหตุ

เนื่องจากผู้เสียชีวิตเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่ข้อเข่าจนต้องเจาะเข่า ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ตนเองจึงเดินทางมาคอยดูแล ในฐานะเพื่อนสนิท เนื่องจากผู้เสียชีวิตอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้เพียงคนเดียว หลังจากที่เพิ่งสอบบรรจุเป็นพนักงานราชการ ตำแหน่งครู กศน. ได้ ในช่วงปลายปี 2568 และเพิ่งกู้ธนาคารซื้อบ้านหลังนี้ได้ไม่ถึง 5 เดือน

ซึ่งในช่วงที่ตนเองมาคอยดูแลผู้เสียชีวิต ไม่เคยมีเรื่องเกิดขึ้น แต่ตนเองก็รับรู้จากผู้เสียชีวิต ได้พูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า “สอง” แต่ผู้เสียชีวิตได้ตีตัวออกห่างจาก น.ส.สอง มาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว เนื่องจากนิสัยเข้ากันไม่ได้ น.ส.สอง เป็นคนอารมณ์รุนแรง และมักใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้เสียชีวิต

กระทั่งช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนและผู้เสียชีวิตเข้านอนแล้ว จู่ๆได้ยินเสียงดังเปรี้ยงขึ้นที่ห้องโถง ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงหม้อแปลงระเบิด จึงได้ปลุกผู้เสืยชีวิตเพื่อจะสอบถามว่า ได้ชาร์จอุปกรณ์อะไรไว้หรือไม่ ต่อมาตนเองจึงได้ลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนอนเพื่อจะออกไปดู ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เปิดไฟห้อง มีเพียงแสงสว่างที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา

โดยทันทีที่ตนเองเปิดประตูห้องนอนออก ก็เห็นร่างของคนยืนอยู่หน้าห้อง ตอนนั้นตนเองทราบได้ทันทีว่า คนที่อยู่นั้นคือ “น.ส.สอง” แต่ไม่ทันได้ทำอะไร น.ส.สอง ก็ผลักประตูเข้ามา แล้วก็มีเสียงดังเปรี้ยงขึ้น 1 ครั้ง ตนเองทราบได้ทันทีว่า เป็นเสียงของอาวุธปืน จากนั้น น.ส.สอง จึงได้เปิดไฟห้องนอน เมื่อตนเองหันไปทางที่ผู้เสียชีวิตนอนอยู่ ก็พบว่า มีเลือดไหล

ตอนนั้นตนเองช็อกมาก แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ น.ส.สอง ก็เอาปืน จี้มาหาตนเอง แล้วบอกให้ตนเอง เดินเข้าไปดูว่า ผู้เสียชีวิตตายหรือยัง ซึ่งตอนนั้นตนเองเห็นเลือดพุ่งออกจากศีรษะ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

จากนั้น น.ส.สอง ได้เข้ามากระชากผมของตนเอง แล้วใช้ปืนจี้ที่ลำตัว บังคับให้ตนเองไปที่รถยนต์ของ น.ส.สอง โดยบังคับให้ตนเองขับรถ ส่วน น.ส.สอง นั่งข้างฝั่งคนขับ พร้อมกับใช้อาวุธปืนจี้ไว้ตลอดเวลา ก่อนจะบอกให้ตนเองขับไปยัง บขส.ขอนแก่น แห่งที่3 ซึ่งตอนนั้นตนเองทำอะไรไม่ถูก และหวาดกลัว ทำให้ขับรถไปแบบไร้ทิศทาง เนื่องจากไม่รู้ว่า บขส.ขอนแก่น แห่งที่ 3 ไปทางไหน เพราะไม่ใช่คนในพื้นที่

กระทั่งไปถึงบริเวณป่าที่มืดสนิท น.ส.สอง ได้บังคับให้ตนเองลงจากรถ และ น.ส.สอง ก็ลงมาด้วยพร้อมกับอาวุธปืน ตนเองจึงได้ขอร้องว่า อย่ายิงนะ อย่าทำอะไรเลย พร้อมกับพยายามร้องขอชีวิต ซึ่ง น.ส.สอง บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ยิง แต่จะเอาลูกปืนออกก่อน ก่อนที่ น.ส.สอง จะยิงปืนไปที่ต้นไม้ 1 นัด หลังจากนั้นก็บังคับให้ตนเองขึ้นรถ แล้วบอกให้ขับรถไปทางสนามบินขอนแก่น

น.ส.บี เล่าต่อว่า ในระหว่างที่ตนเองขับรถ น.ส.สอง ได้ข่มขู่ตนเองตลอดทางว่า อย่าตุกติกไม่งั้นจะยิง เพราะยังเหลือกระสุนปืนในปืนอยู่อีก 4 นัด พร้อมกับขึ้นไกปืนแล้วหันมาหาตนเอง ซึ่งตนเองสังเกตว่า น.ส.สอง อยู่ในอารมณ์โกรธ แต่ยังพูดคุยเหมือนคนมีสติ และ น.ส.สอง ยัง บอกกับตนเองว่า “อยากจะฆ่าครูผู้เสียชีวิต” “ รักครูผู้เสียชีวิตมาก แต่ผู้เสียชีวิตไม่เห็นคุณค่า”

กระทั่งตนเองขับรถไปถึงหมู่บ้านจัดสรรใกล้ๆ ทางเข้าสนามบินขอนแก่น น.ส.สอง จึงได้บอกว่า ให้ตนเองลงจากรถไป ตนเองจึงรีบหยิบเอาโทรศัพท์มือถือ แล้วลงจากรถ ซึ่งขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์ขับผ่านมาพอดี ตนเองจึงเรียกขอความช่วยเหลือ พาออกจากจุดนั้น ก่อนที่จะรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้ช่วยเหลือในเวลาต่อมา

น.ส.นุ่น กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเองเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะเวลาที่นึกถึงภาพที่ น.ส.สอง ใช้ปืนจี้บังคับให้ตนเองเข้าไปดูร่างของผู้เสียชีวิตว่าตายหรือยัง เป็นภาพติดตาตนเอง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนได้เลย การกระทำของ น.ส.สอง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม หากเลือกได้ตนเองอยากให้ น.ส.สอง ตายไปเหมือนกับที่ทำกับผู้เสียชีวิต

และตนเองจะไม่อโหสิกรรมให้ ตนเองเสียใจมาก เพราะเป็นเพื่อนกับผู้เสียชีวิตมาหลายสิบปี รับรู้ว่าผู้เสียชีวิตกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เขาผ่านความลำบากมามาก สอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการมากว่า 20 ครั้ง เพื่อหวังว่าจะทำให้พ่อแม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

ในวันที่ผู้เสียชีวิตกำลังจะทำตามฝันของตนเองได้สำเร็จ มีบ้านของตนเองที่เพิ่งกู้ซื้อ กำลังมีเงินเดือนที่จะสร้างบ้านให้พ่อแม่ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับมาพรากทุกอย่างไป ตนเองไม่ขออโหสิกรรมเด็ดขาด และขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.สอง ให้ถึงที่สุด

ด้านเพื่อนบ้านรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 26 ก.ค. ได้สังเกตเห็นรถยนต์เก๋งสีขาวคันหนึ่ง ขับวนเวียนผ่านหน้าบ้านครูหลายรอบ มั่นใจว่า ไม่ใช่รถของคนที่อาศัยอยู่ในซอย เนื่องจากขับเร็วกว่าปกติ ขณะที่ในช่วงเกิดเหตุ ไม่ได้ยินเสียงปืน เพราะหากเข้าในบ้านแล้วจะไม่ได้ยินเสียงภายนอก ยอมรับว่า ตกใจกับเหตุที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่ที่ครูมาซื้อบ้านอยู่ใกล้กัน ก็เป็นคนอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งตนเองก็เคยเห็นว่า มีผู้หญิงมาที่บ้านครูอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน