นายกสมาคมห้องสมุดฯ ค้าน รัฐบาล ปรับลด-ยุบตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ ชี้เป็นวิชาชีพเฉพาะ เตือนกระทบ คลังปัญญาของชาติ-ภาพลักษณ์ประเทศ แนะทำประชาพิจารณ์
12 ส.ค. 69 – ศ.ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ
ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสนอถึงแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก
ดังนั้น การดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการ ตรึงอัตราข้าราชการ ชะลอบรรจุ ทยอยเลิก 11 ประเภทงาน หากเกษียณอายุ ว่า
ตนเห็นด้วยกับหลักการ การปฏิรูประบบราชการ แต่ไม่เห็นด้วยกับการยุบตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง บรรณารักษ์ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการคลังความรู้ ข้อมูล สารสนเทศ และคลังปัญญาของชาติ
ศ.ดร.น้ำทิพย์ กล่าวต่อว่า บทบาทของบรรณารักษ์ ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง สังคมยุคนี้เป็นยุคไฮบริด ที่มีการจัดการทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และข้อมูลดิจิทัล ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องสมุดดิจิทัลไม่ใช่กลุ่มงานไอทีทั่วไป แต่คือบรรณารักษ์ ที่ผ่านการฝึกอบรมและเรียนจบด้านบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์โดยตรง
รวมถึงสถาบันการศึกษาทั่วประเทศได้มีการปรับหลักสูตรบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง การยุบตำแหน่งนี้จึงไม่ต่างจากการยุบตำแหน่งแพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาล เพราะบรรณารักษ์เป็นงานวิชาชีพเฉพาะที่ไม่ใช่ใครก็สามารถทำแทนได้
“การที่รัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกประกาศมาตรการดังกล่าว โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์ หรือสอบถามความคิดเห็นจากสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน สะท้อนว่าภาครัฐยังขาดข้อมูลเบื้องต้นที่เพียงพอ
อีกทั้งอัตรากำลังของบรรณารักษ์ ในระบบราชการมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สร้างภาระงบประมาณจนทำให้รัฐบาลประหยัดงบได้มหาศาล ซึ่งการไปตัดลดองค์กรหรือวิชาชีพเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อการจัดการข้อมูลและการพัฒนาประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล และอยากฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลให้มีการทบทวนในเรื่องนี้ รวมถึงควรสอบถามความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ศ.ดร.น้ำทิพย์ กล่าว
ศ.ดร.น้ำทิพย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องสมุดทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ทั้งห้องสมุดประชาชนประมาณ 800-900 แห่ง และห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษากว่า 150 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งต้องมีบรรณารักษ์อย่างน้อย 1 คน ห้องสมุดถือเป็นพื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นจุดพักใจ และช่วยลดปัญหาสังคมในกลุ่มเด็กและเยาวชนได้
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมห้องสมุดฯ กำลังร่วมมือกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สกช. ในการจัดทำมาตรฐานอาชีพบรรณารักษ์และนักสารสนเทศ เพื่อยกระดับสมรรถนะสู่ความเป็นสากล
“นอกจากนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2572 หอสมุดแห่งชาติและสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเสนอตัว (Bid) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทางวิชาการนานาชาติ The IFLA World Library and Information Congress 2029 (IFLA WLIC 2029) ที่ กรุงเทพมหานคร
หากภาครัฐยังมีมาตรการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ เช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการยอมรับของประเทศไทยในระดับนานาชาติ หลังจากนี้ทางสมาคมห้องสมุดฯ จะมีการหารือร่วมกัน เพื่อทำหนังสือชี้แจงเหตุผลไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าวโดยเร็ว” ศ.ดร.น้ำทิพย์ กล่าว