กรมวิชาการเกษตร แนะ เกษตรกร เลิกเผาฟาง ใช้จุลินทรีย์ 5–7 วัน คืนปุ๋ยให้ดิน ลดปัญหา PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ทางเลือกใหม่ ชาวนาไทย

จากปัญหา การเผาตอซัง และฟางข้าว หลังฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดหมอกควันและฝุ่น PM2.5 วันนี้ เกษตรกรหลายพื้นที่ กำลังเปลี่ยนจาก “เผาให้หมด” เป็น “คืนปุ๋ยให้ดิน”

ด้วยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ภายใน 5-7 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูกพืชต่อได้ตามปกติ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ช่วยลดการเผา ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูดิน

นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เพราะนอกจากช่วยลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

สำหรับการใช้หัวเชื้อ ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวประมาณ 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้ทั่วแปลงหลังเก็บเกี่ยว หากมีฟางมาก ให้ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยยูเรีย 5 กิโลกรัมต่อไร่ หากมีฟางปานกลาง ใช้ 3 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วปล่อยให้จุลินทรีย์ทำงาน 5–7 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินโครงการขยายผลการผลิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

ผลจากการนำไปใช้ในพื้นที่จริง สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของแนวทางดังกล่าว โดย นายไกรทอง ลุนไทโย ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์ผลสำเร็จ เปิดเผยว่า จากเดิมที่เคยเผาตอซัง ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟาง และเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานและรับหัวเชื้อไปใช้

หลังทดลองใช้ในฤดูนาปี 2568 พบว่าฟางและตอซังย่อยสลายได้ตามเป้าหมาย ดินมีความร่วนซุยและความชื้นดีขึ้น เมื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดและอ้อยหลังนา พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเดิมที่ใช้การเผาฟางและพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากเริ่มเลิกเผา และหันมาใช้จุลินทรีย์แทนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ตำบลเทิดศักดิ์ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้นำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวมาใช้ พบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ลดต้นทุนปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผลผลิตเพิ่มจากเดิม600–700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่

เช่นเดียวกับพื้นที่นาแปลงใหญ่บ้านเทพนคร จังหวัดกำแพงเพชร ที่เกษตรกรได้เปลี่ยนจาก “เผาตอซัง” เป็น “ย่อยสลายฟางคืนให้ดิน” โดย นางรสสุคนธ์ อ่อนอุไท เกษตรกรต้นแบบ บอกว่าต้นข้าวแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะระบบรากและการแตกกอ จึงพัฒนาแปลงของตนเองเป็นแปลงต้นแบบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น

ด้านนางวาสนา ศรีอันยู้ สมาชิกนาแปลงใหญ่ ได้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ในพื้นที่ 20 ไร่เช่นกัน พบว่าต้นข้าวเจริญเติบโตดีกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้ และสามารถลดการฉีดสารป้องกันกำจัดแมลง พร้อมลดการใช้ปุ๋ยและลดปัญหาวัชพืช ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น

จากผลที่เกิดขึ้นในแปลงของเกษตรกร นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สวพ.2 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เกษตรกรยังเผาฟาง เพราะสะดวกและรวดเร็ว กรมวิชาการเกษตรจึงจัดทำแปลงต้นแบบ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เห็นผลจากการลงมือทำจริง

“เลิกเผา ไม่ได้แปลว่าต้องเสียเวลา แต่คือการเปลี่ยนฟางให้เป็นอาหารของดิน” การย่อยสลายตอซังและฟางด้วยจุลินทรีย์ช่วยให้วัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวกลับคืนสู่ผืนดินในรูปอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน และสร้างโอกาสให้เกษตรกรผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน

ด้วยแนวทางดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้เชิญชวนเกษตรกร “หยุดเผาฟาง เปลี่ยนฟางเป็นอาหารของดิน” ร่วมกันลดการเผาในพื้นที่เกษตร เริ่มต้นจากแปลงของตนเอง เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้น ดินที่ดีขึ้น และการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคต

ชมวีดิทัศน์โครงการขยายผลการผลิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมได้ทางเพจ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

เกษตรกรที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว สามารถติดต่อ นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-579-7511 ในวันและเวลาราชการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน