“กรมทะเล” เปิดสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบพะยูนเกยตื้น 209 ตัว เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ยกระดับมาตรการ “SAVE OUR DUGONG” กำหนด 12 พื้นที่เสี่ยง
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะการปกป้องสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนการลดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อระบบนิเวศทางทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการ “SAVE OUR DUGONG” ยกระดับการป้องกันและลดภัยคุกคามต่อพะยูนในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนด 2 มาตรการเร่งด่วน ในพื้นที่เป้าหมาย 12 พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายของพะยูนจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ อุบัติเหตุจากเรือ และการติดเครื่องมือประมง

มาตรการที่ 1 จัดระเบียบเส้นทางเดินเรือและควบคุมความเร็ว ใน 6 พื้นที่เสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชน ได้แก่ ท่าเรือรัษฎา จ.ภูเก็ต ท่าเรือบางโรง จ.ภูเก็ต ร่องน้ำเกาะยาวน้อย–เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา–ท่าเรืออ่าวน้ำเมา จ.กระบี่ ท่าเรือปากเม็ง–เกาะมุก จ.ตรัง และท่าเรือเกาะลิบง–หาดยาว จ.ตรัง โดยจัดทำทุ่นหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตและเส้นทางเดินเรือ พร้อมกำหนดความเร็วเรือที่เหมาะสม แบ่งเป็น ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 5 นอต ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 2 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 10 นอต ระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 3 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 20 นอต บริเวณแหล่งหญ้าทะเล ความเร็วไม่เกิน 5 นอต และบริเวณแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่เขตอุทยานฯ ความเร็วไม่เกิน 3 นอต

มาตรการที่ 2 ปรับปรุงเครื่องมือประมงให้เป็นมิตรกับพะยูน ใน 6 พื้นที่เสี่ยงจากการติดเครื่องมือประมง ได้แก่ เกาะช้าง–เกาะพยาม จ.ระนอง เกาะระ–เกาะพระทอง จ.พังงา ป่าคลอก–ตังเข็น จ.ภูเก็ต หาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ เกาะศรีบอยา จ.กระบี่ และเกาะมุก–เกาะลิบง จ.ตรัง โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมงที่อาจทำให้พะยูนติดหรือได้รับบาดเจ็บ แบ่งเป็น ลอบปู ลอบปูแบบเดี่ยว (1 ลอบ ต่อ 1 ทุ่น) กำหนดไม่ให้วางในแหล่งหญ้าทะเล ปรับเปลี่ยนเชือกสายทุ่นเป็นเชือกใยยักษ์ขนาด 5 มิลลิเมตร เพื่อลดการพันรัดและการบาดลึกเข้าสู่กล้ามเนื้อพะยูน รวมถึงปรับ weak link บริเวณจุดเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสให้พะยูนหลุดออกจากเครื่องมือประมงได้หากเกิดการติดพัน และลดความยาวเชือกส่วนเกินให้เหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณผิวน้ำและแนวที่พะยูนว่ายผ่าน ส่วนลอบปูแบบพ่วง (15 – 20 ลอบ ต่อ 1 ทุ่น) จะใช้ก้อนหินหรือตะกั่วถ่วงเพื่อให้เชือกเป็นเส้นตรง อวนจมปู ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล กรณีวางในเขตที่อนุญาตให้เฝ้าระวังหลังจากวางอวนเพื่อลดความเสี่ยงพะยูนติดอวน, อวนลอยปลาขนาดใหญ่ เช่น อวนลอยปลากะพง ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล และต้องวางห่างจากแนวแหล่งหญ้าทะเลไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร

“เป้าหมายของกรมทะเล คือ ลดการตายของพะยูนจากกิจกรรมของมนุษย์ให้เป็นศูนย์ โดยไม่ได้มุ่งจำกัดการประกอบอาชีพของชาวประมงหรือการเดินเรือ แต่เป็นการจัดระบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ทะเลให้เกิดความปลอดภัยควบคู่กับการอนุรักษ์พะยูน และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของเรือ ชาวประมง และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงให้เหมาะสม ซึ่งทั้ง 2 มาตรการนี้ คาดว่าจะขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน”

จากข้อมูลการเกยตื้นของพะยูนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2569 พบพะยูนเกยตื้นทั้งสิ้น 209 ตัว ในจำนวนนี้ไม่ทราบสาเหตุ 78 ตัว ส่วนอีก 131 ตัว ทราบสาเหตุ แบ่งเป็นสาเหตุจากธรรมชาติ 97 ตัว และจากกิจกรรมของมนุษย์ 34 ตัว โดยเป็นอุบัติเหตุทางทะเล 17 ตัว เครื่องมือประมง 16 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบพะยูนเกยตื้น 15 ตัว ในจำนวนนี้มีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์ 5 ตัว ได้แก่ อุบัติเหตุทางทะเล 2 ตัว เครื่องมือประมง 2 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว หากอัตราการสูญเสียประชากรยังคงดำเนินต่อไปและไม่มีมาตรการลดปัจจัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการคาดการณ์แนวโน้มประชากรพะยูนชี้ว่า จำนวนพะยูนอาจลดลงต่ำกว่า 100 ตัว ภายในปี พ.ศ. 2573 และต่ำกว่า 50 ตัวภายในปี 2578 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของประชากรพะยูนในประเทศไทยในระยะยาว ดังนั้น การดำเนินมาตรการ “SAVE OUR DUGONG“ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยให้กับพะยูนในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็น พะยูนติดอวน ได้รับบาดเจ็บ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือแจ้ง สายด่วน 1362 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที มาร่วมกันรักษาพะยูน สัตว์ทะเลหายากของประเทศไทยให้คงอยู่คู่ท้องทะเลไทยต่อไป