รมว.สุชาติ ยกระดับ “SAVE OUR DUGONG” ปกป้องพะยูน 12 พื้นที่เสี่ยง สั่งจัดระเบียบเรือ–ปรับเครื่องมือประมง ลดการตายจากกิจกรรมมนุษย์เป็นศูนย์

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดูแลประชาชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล โดยเฉพาะการปกป้องสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการ “SAVE OUR DUGONG” เพื่อป้องกันและลดภัยคุกคามต่อพะยูนในพื้นที่เสี่ยง

SAVE OUR DUGONG

รมว.สุชาติ ยกระดับ “SAVE OUR DUGONG” ปกป้องพะยูน 12 พื้นที่เสี่ยง สั่งจัดระเบียบเรือ–ปรับเครื่องมือประมง ลดการตายจากกิจกรรมมนุษย์เป็นศูนย์

โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 12 จุด ครอบคลุม 5 จังหวัดฝั่งอันดามัน แบ่งเป็น 6 พื้นที่เสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชน และ 6 พื้นที่เสี่ยงจากการติดเครื่องมือประมง พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ คือ ลดการตายของพะยูนจากกิจกรรมของมนุษย์ให้เป็นศูนย์

“พะยูนเป็นสัตว์ทะเลหายากที่ประเทศไทยต้องช่วยกันรักษาไว้ การดำเนินมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะจำกัดการประกอบอาชีพของชาวประมงหรือการเดินเรือ แต่ต้องการจัดระบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ทะเลให้เกิดความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากร โดยต้องทำให้คนอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ และธรรมชาติอยู่รอด” นายสุชาติ กล่าว

สำหรับมาตรการเร่งด่วน “SAVE OUR DUGONG” ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่

SAVE OUR DUGONG

มาตรการที่ 1 จัดระเบียบเส้นทางเดินเรือและควบคุมความเร็ว ใน 6 พื้นที่เสี่ยงจากอุบัติเหตุเรือชน ได้แก่

  1. ท่าเรือรัษฎา จ.ภูเก็ต
  2. ท่าเรือบางโรง จ.ภูเก็ต
  3. ร่องน้ำเกาะยาวน้อย–เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา
  4. ท่าเรือหาดนพรัตน์ธารา–ท่าเรืออ่าวน้ำเมา จ.กระบี่
  5. ท่าเรือปากเม็ง–เกาะมุก จ.ตรัง
  6. ท่าเรือเกาะลิบง–หาดยาว จ.ตรัง

โดยจะจัดทำทุ่นหรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตและเส้นทางเดินเรือ รวมทั้งกำหนดความเร็วเรือให้เหมาะสมกับพื้นที่

ในระยะห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 1 กิโลเมตร กำหนดความเร็วไม่เกิน 5 นอต ระยะห่างไม่เกิน 2 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 10 นอต และระยะห่างไม่เกิน 3 กิโลเมตร ความเร็วไม่เกิน 20 นอต ขณะที่บริเวณแหล่งหญ้าทะเลกำหนดความเร็วไม่เกิน 5 นอต และบริเวณแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ กำหนดความเร็วไม่เกิน 3 นอต

มาตรการที่ 2 ปรับปรุงเครื่องมือประมงให้เป็นมิตรกับพะยูน ใน 6 พื้นที่เสี่ยง ได้แก่

  1. เกาะช้าง–เกาะพยาม จ.ระนอง
  2. เกาะระ–เกาะพระทอง จ.พังงา
  3. ป่าคลอก–ตังเข็น จ.ภูเก็ต
  4. หาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่
  5. เกาะศรีบอยา จ.กระบี่
  6. เกาะมุก–เกาะลิบง จ.ตรัง

เพื่อป้องกันไม่ให้พะยูนติดเครื่องมือประมงหรือได้รับบาดเจ็บ

สำหรับ ลอบปูแบบเดี่ยว จะกำหนดไม่ให้วางในแหล่งหญ้าทะเล ปรับเปลี่ยนเชือกสายทุ่นเป็นเชือกใยยักษ์ขนาด 4–5 มิลลิเมตร เพิ่มจุดเชื่อมต่อแบบ Weak Link เพื่อให้พะยูนสามารถหลุดออกจากเครื่องมือประมงได้ รวมถึงลดความยาวเชือกส่วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณผิวน้ำและแนวที่พะยูนว่ายผ่าน ส่วน ลอบปูแบบพ่วง จะใช้ก้อนหินหรือตะกั่วถ่วงเพื่อให้เชือกเป็นเส้นตรง

ขณะที่ อวนจมปู ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเลและต้องเฝ้าระวังหลังการวางอวน ส่วน อวนลอยปลาขนาดใหญ่ เช่น อวนลอยปลากะพง ห้ามวางในแหล่งหญ้าทะเล และต้องวางห่างจากแนวแหล่งหญ้าทะเลอย่างน้อย 1 กิโลเมตร

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ได้กำชับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของเรือ ชาวประมง และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้มาตรการเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยตั้งเป้าขับเคลื่อนมาตรการทั้ง 2 ด้านให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ทั้งนี้ ข้อมูลการเกยตื้นของพะยูนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560–2569 พบพะยูนเกยตื้นทั้งสิ้น 209 ตัว ในจำนวนนี้ไม่ทราบสาเหตุ 78 ตัว ส่วน 131 ตัวทราบสาเหตุ แบ่งเป็นสาเหตุจากธรรมชาติ 97 ตัว และจากกิจกรรมของมนุษย์ 34 ตัว ประกอบด้วยอุบัติเหตุทางทะเล 17 ตัว เครื่องมือประมง 16 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว

เฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พบพะยูนเกยตื้น 15 ตัว โดยมีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์ 5 ตัว ได้แก่ อุบัติเหตุทางทะเล 2 ตัว เครื่องมือประมง 2 ตัว และขยะทะเล 1 ตัว ซึ่งหากไม่มีมาตรการป้องกันและลดการตายอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้ประชากรพะยูนลดลงต่ำกว่า 100 ตัวในปี พ.ศ. 2573 และต่ำกว่า 50 ตัวในปี พ.ศ. 2578 ก่อนเข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ในระยะต่อไป

“ผมขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลพะยูน เพราะการอนุรักษ์ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกคน เราต้องลดความเสี่ยงจากกิจกรรมของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และเป้าหมายของเราคือไม่ให้มีพะยูนตายจากกิจกรรมของมนุษย์อีกต่อไป” นายสุชาติ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวด้วยว่า หากประชาชนพบพะยูนติดอวน ได้รับบาดเจ็บ หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือโทรสายด่วน 1362 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

พร้อมขอความร่วมมือประชาชน ชาวประมง และผู้ประกอบการเรือ ร่วมกันรักษาพะยูน สัตว์ทะเลหายากของประเทศไทย ให้คงอยู่คู่ท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน