นักวิชาการ ศธ. กังวล ให้อำนาจ สถานศึกษา กำหนด ทรงผม เด็กนักเรียน เตือน วัฒนธรรมองค์กร -ชุดความคิดแบบเดิม ผมต้องสั้น-ต้องอยู่ในกรอบ โทษตัดผม สะท้อนระบบอำนาจนิยม กลับมาแน่หวั่นเสียงนร. ถูกมองข้าม เป็นเพียงภาพลวงตา ศธ. ต้องชัดเจน วางกลไกกำกับ-ติดตามรอบคอบ

19 สิงหาคม 2569 – นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีให้อำนาจ สถานศึกษา และ คณะกรรมการสถานศึกษา เป็นผู้กำหนดระเบียบเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียน โดยเน้นย้ำการรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เป็นสิ่งที่ดี

แต่ในทางปฏิบัติต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบ เพราะการกำหนดกฎระเบียบ ภายในสถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากระเบียบเรื่องทรงผม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำเป็นต้องวางกลไกกำกับ และติดตามอย่างรอบคอบ เพราะโครงสร้างอำนาจภายในโรงเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ยังคงมีวัฒนธรรมองค์กร และชุดความคิดแบบเดิม ที่มองว่า เด็กต้องเรียบร้อย ผมต้องสั้น ต้องอยู่ในกรอบ

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้จะมีการกำหนดให้รับฟังเสียงของนักเรียน แต่หากโครงสร้างอำนาจในการตัดสินใจยังอยู่ที่ผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นหลัก การรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน อาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะสุดท้ายเสียงของนักเรียนอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจจริง

โดยมีข้อกังวลสำคัญ 3 ประการ ประการแรก คือ โครงสร้างความคิดของครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้บริหาร ที่เชื่อมโยงเรื่องความเรียบร้อยของนักเรียนเข้ากับการไว้ผมสั้นมา แม้ปัจจุบันสังคมจะเปลี่ยนไป และให้ความสำคัญกับสิทธิเด็ก และสิทธิในร่างกายมากขึ้น

แต่ชุดความคิดเดิม ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในโรงเรียนหลายแห่ง หากไม่มีหลักเกณฑ์หรือกลไกค้ำประกันที่ชัดเจน เสียงของนักเรียนก็มีโอกาสถูกมองข้าม

ประการที่สอง คือ ปัญหาการลงโทษด้วยการตัดผม ซึ่งเป็นประเด็นที่สะท้อนระบบอำนาจนิยมในโรงเรียนอย่างชัดเจน จึงอยากตั้งคำถามไปยัง ศธ.ว่า หากโรงเรียนบางแห่ง ยังคงใช้วิธีการตัดผมนักเรียนเป็นการลงโทษ หรือใช้มาตรการที่กระทบต่อสิทธิในร่างกายของนักเรียน ผู้บริหารและครูผู้ดำเนินการจะมีความผิดหรือไม่ และหากมีความผิด จะมีมาตรการ หรือบทลงโทษอย่างไร

เพราะการตัดผม โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนักเรียน ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงเรื่องของระเบียบวินัย แต่ต้องพิจารณาถึงสิทธิเด็กด้วย

และประการที่สาม คือ การขาดดุลอำนาจในการตัดสินใจภายในสถานศึกษา ควรยกระดับบทบาทของสภานักเรียน ให้มีสิทธิและเสียงในการพิจารณากฎระเบียบของสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการคานอำนาจระหว่าง ฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการสถานศึกษา

ไม่ใช่ปล่อยให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเสียงของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียว เพราะในโครงสร้างปัจจุบัน ฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการสถานศึกษา มักมีอำนาจ และเสียงส่วนใหญ่ ทำให้นักเรียนอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบตั้งแต่ต้น

“การให้ สภานักเรียน มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบ ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงการให้สิทธิเด็กในการเลือกทรงผมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตย เป็นการฝึกฝนหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความเป็นพลเมือง

หากโรงเรียนต้องการสร้างเด็กให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ก็ต้องเริ่มจากการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาเอง ขณะเดียวกัน โรงเรียนควรเร่งสอดแทรกเรื่องสิทธิเด็กเข้าไปในหลักสูตร และกิจกรรมของสถานศึกษา เพื่อปลดล็อกวัฒนธรรมอำนาจนิยม ที่ยังแฝงตัวอยู่ในระบบการศึกษาไทย” นายสมพงษ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน