ขอนแก่น หลวงพ่ออดุล ย้ำตั้งวัดผ่านขั้นตอนกฎหมาย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โต้ข่าวเงิน10ล้าน ไม่มีใครโทรมาแค่ข่าวลือ ลั่นเสนอเงินพันล้าน ก็ไม่ไปไหนจะอยู่ที่วัดต่อไป ไวยาวัจกรวัด ยัน กรรมการวัด ไม่ได้เข้ามาหาผลประโยชน์แบ่งปันที่ดิน ห่วงความปลอดภัยเจ้าอาวาส

21 ส.ค. 69 – ที่ศาลาการเปรียญวัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พระภิกษุสงฆ์ได้ นำสวดทำวัตรเย็น โดยมีอุบาสุอุบาสิกาชาวพุทธมาร่วมทำวัดเย็นกันหลายคนโดยแต่ละคนเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ที่มาทำวัดเย็นเป็นปกติทุกๆ วัน

พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ได้พูดถึงกรณีที่ “ป้าดา” เดินทางไปขอ ตรวจดูเอกสาร ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่า การจัดตั้งวัดถือว่า เสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากผ่านขั้นตอนตามกฎหมายคณะสงฆ์และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างถูกต้อง

จึงขอให้ผู้ที่ยังสงสัยไปศึกษากฎหมายและขั้นตอนการจัดตั้งวัดให้เข้าใจ เมื่อมีประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว เรื่องก็จบ เปรียบเหมือนสามีภรรยาเซ็นยินยอมกัน เมื่อก่อนพอประกาศตั้งวัดแล้วก็จบ เอกสารเมื่อกว่า 30 ปี บางอย่างอาจหายไปตามกาลเวลา เพราะมีประกาศตั้งวัดออกมาแล้ว

ตอนนี้เราต้องเดินไปที่ปลายทาง มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็คือจบ หลวงพ่อไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่เขายังไม่จบ ก็ต้องยอมรับเสีย เอกสารบางส่วนเป็นเอกสารลับของทางราชการ

ขณะที่รายละเอียดต่าง ๆ ได้ถูกรวบรวมไว้ในกระบวนการก่อนออกประกาศจัดตั้งวัดแล้ว ทุกขั้นตอนจึงถือว่าผ่านครบถ้วน เปรียบเหมือนการทำบัตรประชาชน เมื่อยื่นบัตรให้ตรวจดูก็ถือว่าสิ้นสุด เช่นเดียวกับการยื่นประกาศจัดตั้งวัด

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า เคยดูหนังเจมส์ บอนด์ไหม การไปการมาบางอย่างเป็นความลับ จะบอกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ไม่ได้”

ส่วนกระแสข่าวเรื่องเงิน 10 ล้านบาท พระครูอดุลสารนิเทศ ยืนยันว่า ไม่มีใครโทรศัพท์มาติดต่อ และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ พร้อมระบุว่า ต่อให้มีผู้เสนอเงินหลักร้อยล้านหรือพันล้านบาทก็จะไม่ไปไหน และจะยังคงอยู่ที่วัดแห่งนี้

“อย่าเชื่อข่าวลือเรื่องเงิน 10 ล้าน ไม่มีใครโทรมา จะร้อยล้านหรือพันล้านก็ไม่ไป จะอยู่ตรงนี้ หลวงพ่อจะไม่พูดถึงเขา เพราะจะกลายเป็นการว่าร้ายกัน”

ที่ผ่านมามีผู้ให้ข่าวเกี่ยวกับเงินทั้งหลักล้านและหลักห้าแสนบาท จนสร้างความปั่นป่วนให้กับตนเอง ทั้งที่ทางวัดไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพราะมองว่าเป็นการทำร้ายกันและปั่นกระแส

ด้าน นายแสงดาว จันทะวิชัย หรือ “พ่อแสงดาว” อายุ 76 ปี ไวยาวัจกรวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยถึงกรณีได้รับแจ้งว่า มีการกล่าวหาว่า วัดแบ่งปันที่ดินให้กรรมการวัด โดยยืนยันว่า ไวยาวัจกรและกรรมการทุกคน เข้ามาช่วยงานด้วยใจ ไม่หวังผลประโยชน์ แต่มุ่งรักษาวัดและจารีตประเพณีอันดีงาม

พร้อมแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส หลังเกิดเหตุรบกวนอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันวัดมีไวยาวัจกรรวม 5 คน ประกอบด้วย พ่อแสงดาว จันทะวิชัย, พ่อลภ โนนทะวงศ์, นายอดุล พลธานี , นายสุเมธ มงโก ซึ่งทำหน้าที่มัคนายกด้วย และพ่อสิทธิ์ วรยศ แต่ละคนมีอายุไล่เลี่ยกัน โดยพ่อลภมีอายุมากกว่า 80 ปี และเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด และสำหรับระยะเวลาที่เข้ามาช่วยงานวัด จำไม่ได้ว่าเริ่มเข้ามาเป็นกรรมการในรุ่นใด โดยให้ข้อมูลไว้เพียงว่า “เข้ามาล่าสุดปี 53”

พ่อแสงดาวยังแสดงความเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ว่างเปล่า ลูกหลานจะมาฟ้องร้องอย่างไรก็ไม่มีทางได้ และแม้ยังไม่มีชื่อวัดก็เป็นที่ว่างเปล่าของแผ่นดิน เท่าที่ตนเข้าใจ มีการเข้ามารบกวนพระคุณเจ้า ตั้งแต่ปี 2535 หากเข้าทางทิศตะวันออกไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปเข้าทางทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ เพื่อรบกวนจนพระคุณเจ้าไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ยังเคยมีการปล่อยข่าวกล่าวหาว่ามีการเสพยาเสพติด ทั้งในส่วนของพระและลูกศิษย์ แต่พระคุณเจ้าไม่ได้ตอบโต้หรือถือโทษ และเลือกให้อภัยมาโดยตลอด

พ่อแสงดาวยืนยันว่า ไวยาวัจกรและกรรมการวัดแต่ละคนล้วนเข้ามาช่วยงานด้วยใจ ไม่หวังผลประโยชน์ แต่มาเพื่อรักษาวัดและจารีตประเพณีอันดีงาม ตนเองอายุเข้าเลข 7 ไปแล้ว ไม่รู้จะเอาไปทำไม เราสร้างผลบุญเป็นทรัพย์สินสมบัติแทน ลูกหลานแต่ละคนก็มีครอบครัว มีฐานะดูแลพ่อแม่และดูแลตัวเองได้ ที่เราเข้ามายืนยันว่าไม่ได้มาหาผลประโยชน์ มาเพื่อรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้เท่านั้น

ขณะนี้พระครูอดุลสารนิเทศกำลังต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวพุทธ แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือความปลอดภัย โดยตั้งคำถามว่า “จะเอาชีวิตมาแลกกับลูกปืนหรือ” เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และทุกคนต่างเป็นห่วงหลวงพ่อ

นอกจากนี้การเข้าพบของผู้หญิง หากเป็นบุคคลที่พระครูไม่รู้จัก หรือขณะนั้นพระครูอยู่เพียงลำพัง ท่านจะพยายามหลีกเลี่ยงทันที

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน