เดือด!“ผอ.JIC” สกัดเกมเขมร ชี้ ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ลั่นไทยไม่แข่งขันถ้อยคำ แต่พร้อมรักษาอธิปไตย ย้ำไทยยึด GBC-JBC ชูหลัก “ไม่ยั่วยุ-ไม่ประมาท-ไม่สร้างความขัดแย้ง” แต่พร้อมปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยประชาชน
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหาฝ่ายไทยว่าแผ้วถางพื้นที่ สร้างถนน และจัดทำที่มั่นทางทหาร อันเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และขอให้แยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง”
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยมีความชัดเจนมาโดยตลอดว่า ไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน ป้องกันภัยคุกคาม และดูแลความมั่นคงในพื้นที่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของฝ่ายไทย โดยคำนึงถึงข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง
“สิ่งสำคัญคือ มาตรการด้านความปลอดภัยไม่ใช่การกำหนดเส้นเขตแดน และไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของกระบวนการจัดทำหลักเขตแดนที่ทั้งสองประเทศมีกลไกตกลงกันอยู่แล้ว” ผอ.JIC กล่าว
เมื่อถามว่าหากกัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของกัมพูชา ไทยจะตอบอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ใครจะกล่าวอ้างอะไรก็สามารถกล่าวได้ แต่ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ หากมีความเห็นต่างว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน หรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นในพื้นที่ใด วิธีที่ถูกต้องคือ นำแผนที่ หลักฐาน และข้อเท็จจริงเข้าสู่กลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน
เรามีทั้ง GBC และ JBC อยู่แล้ว ก็ควรใช้กลไกเหล่านี้พิสูจน์ข้อเท็จจริงและหาทางออก ผมขอย้ำประโยคหนึ่งว่า เส้นเขตแดนไม่ควรถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง และเส้นเขตแดนก็ไม่สามารถถูกกำหนดขึ้นใหม่ด้วยแถลงการณ์ ข่าว หรือโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน
เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าการกระทำของไทยขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อถ้อยแถลงร่วมของการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และแนวทางลดความตึงเครียดอย่างเคร่งครัด แต่ต้องเข้าใจว่าข้อตกลงเป็นพันธกรณีของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือใช้กลไกประสานงานที่มีอยู่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน ไม่ควรรีบตัดสินกันผ่านไมโครโฟนหรือแถลงการณ์ เพราะยิ่งกล่าวหากันมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความตึงเครียด แต่ไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้น
เมื่อถามว่ามองว่ากัมพูชากำลังใช้สงครามข้อมูลข่าวสารหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนไม่อยากติดป้ายให้ฝ่ายใด แต่หลักการของ JIC คือ เมื่อมีข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เราจะตรวจสอบและชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง
สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าให้ความเห็นหรือข้อกล่าวหาถูกนำเสนอซ้ำจนสังคมเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น แนวทางของเราคือ “ข้อกล่าวหา ต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อพิพาท ต้องตอบด้วยหลักฐาน และความเห็นต่าง ต้องแก้ด้วยกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ”
เมื่อถามว่ากัมพูชาระบุว่าต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไทยเห็นด้วยหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และประเทศไทยก็ยืนยันหลักการนี้มาตลอด แต่คำว่า “สันติวิธี” ต้องเกิดขึ้นทั้งในพื้นที่และในพื้นที่ข้อมูลข่าวสารด้วย เราควรลดถ้อยคำที่ยั่วยุ ลดการกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ และนำข้อเท็จจริงกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกทวิภาคี
สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่ว่าใครออกแถลงการณ์ได้เร็วกว่า หรือกล่าวหาได้แรงกว่า แต่คือใครมีข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ใครมีความอดกลั้น และใครจริงใจต่อการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
เมื่อถามอีกว่า หากกัมพูชายังคงออกแถลงการณ์ในลักษณะนี้ ไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่แข่งขันกันด้วยถ้อยคำ หน้าที่ของเราคือรักษาความปลอดภัย รักษาอธิปไตย และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไทย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่จำเป็น
“หลักของเรายังเหมือนเดิม คือ ไม่ยั่วยุ-ไม่ประมาท-ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ และหลักสากล”
เมื่อถามว่าพื้นที่ที่กัมพูชากล่าวถึงเป็นของไทยหรือกัมพูชากันแน่ ผอ.JIC กล่าวว่า เรื่องเขตแดนไม่ควรตัดสินกันด้วยคำพูดของตนหรือคำพูดของฝ่ายกัมพูชา แต่ต้องตัดสินด้วยหลักฐาน แผนที่ ข้อตกลง และกระบวนการที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน นี่คือเหตุผลที่เรามีกลไก JBC
“ถ้าเราเชื่อในสันติวิธี ก็ต้องเชื่อในกระบวนการ ไม่ใช่ประกาศคำตอบฝ่ายเดียวแล้วเรียกร้องให้อีกฝ่ายยอมรับ”
ส่วนไทยจะหยุดสร้างถนนหรือที่มั่นตามที่กัมพูชาเรียกร้องหรือไม่นั้น ผอ.JIC กล่าวว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง สถานการณ์ด้านความมั่นคง ข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และความปลอดภัยของกำลังพลกับประชาชน
เราไม่ควรนำข้อเรียกร้องฝ่ายเดียวมาใช้แทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน หากมีข้อสงสัยว่าเรื่องใดกระทบต่อข้อตกลง ก็ควรนำเข้าสู่กลไกที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
ตนขอย้ำจุดยืนของฝ่ายไทยว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่ข้อเท็จจริง แถลงการณ์ไม่ใช่เส้นเขตแดน ข้อพิพาทต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและกลไกที่ตกลงร่วมกัน”
“ประเทศไทยไม่ต้องการความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ความสงบที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การเคารพข้อตกลงซึ่งกันและกัน และการเคารพอธิปไตยอย่างเท่าเทียม”
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมใช้สันติวิธี แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่