“ผอ.JIC ไทย” ตอกหน้ากัมพูชา อย่าพูดซ้ำจนเสมือนกลายเป็นความจริง! ถามกลับใครเริ่มใช้อาวุธก่อน ชี้อย่าเล่าเฉพาะตอนถูกตอบโต้ ย้ำ BM-21 กระทบพลเรือนไทย ไทยมีสิทธิป้องกันตัว จี้เขมรไปอ่านถ้อยแถลงร่วม 27 ธ.ค. 68 ให้แตกฉาน ก่อนกล่าวหา MOU 2543

25 สิงหาคม 2569 – พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ออกโรงโต้ข้อกล่าวหาจาก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา ซึ่งระบุว่า ไทยเป็นฝ่ายรุกราน ไม่เคารพ MOU 2543 และใช้อาวุธหนักอย่างโหดร้าย และไร้มนุษยธรรม พร้อมกล่าวอ้างว่า “ประชาคมโลกรู้ว่าใครผิดใครถูก”

โดยย้ำว่า ข้อกล่าวหาร้ายแรง ต้องพูดกันด้วยข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่พูดซ้ำจนเสมือนกลายเป็นความจริง

พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า หากจะกล่าวหาว่าไทย “รุกราน” “โหดร้าย” “ป่าเถื่อน” หรือ “ไร้มนุษยธรรม” ต้องตอบให้ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น ที่ไหน เมื่อใด ใครเป็นผู้กระทำก่อน และมีหลักฐานอะไรตรวจสอบได้ เพราะไม่สามารถเลือกเล่าเฉพาะช่วงที่ไทยตอบโต้ แล้วตัดเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นออกจากเรื่องราวได้

ถ้าจะถามว่าใครเริ่ม ต้องเปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ไทยไม่ได้ต้องการให้เกิดการสู้รบ และไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เหตุการณ์การโจมตีกำลังฝ่ายไทย รวมถึงการใช้อาวุธจรวด BM-21 ที่ส่งผลกระทบเข้าไปในพื้นที่พลเรือนไทย ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรถูกตัดออกจากเรื่องเล่า

“เมื่อประชาชน กำลังพล และดินแดนของประเทศไทยถูกคุกคาม ประเทศไทยย่อมมีหน้าที่ปกป้องตนเอง การใช้กำลังของฝ่ายไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตนเอง ตอบโต้และหยุดยั้งภัยคุกคาม ตลอดจนปกป้องประชาชน กำลังพล และอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เพื่อทำร้ายประชาชนกัมพูชา” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว

ผอ.JIC ยังได้เรียกร้องให้กัมพูชากลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าเจตนารมณ์สำคัญคือการลดความตึงเครียด รักษาการหยุดยิง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม โดยหลักหนึ่งคือ กำลังที่อยู่ตรงไหนให้คงอยู่ตรงนั้น ไม่เคลื่อนย้ายหรือใช้สถานการณ์หลังหยุดยิงสร้างความได้เปรียบทางทหารฝ่ายเดียว

ส่วนข้อกล่าวหาไทยไม่เคารพ MOU 2543 นั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ต้องถามกลับว่า หลักฐานคืออะไร พร้อมยืนยันว่า การอ้างสิทธิหรือการนำแผนที่ตามการตีความของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปประกาศต่อสาธารณะ ไม่ได้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นของฝ่ายนั้นโดยอัตโนมัติ

“หากยังมีพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นต่าง สิ่งที่ถูกต้องคือใช้กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศฝ่ายเดียวว่า นี่คือดินแดนของฉัน ใครอยู่ตรงนี้คือ ผู้รุกราน”“ พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผอ.JIC ยังได้เตือนถึงการใช้ความสูญเสียของประชาชนเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูล โดยระบุว่า ไทยเสียใจกับความสูญเสียของประชาชนทุกฝ่าย แต่ไม่ควรนำความสูญเสียมาสร้างความชอบธรรมให้กับเรื่องเล่าของฝ่ายตน แล้วกล่าวหาอีกฝ่ายว่าโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมโดยไม่พูดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด

พร้อมตั้งคำถามสำคัญต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ใครเริ่มใช้อาวุธ ใช้อาวุธอะไร ยิงไปที่ไหน เป้าหมายคืออะไร ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างไร และแต่ละฝ่ายดำเนินการอย่างไรเพื่อคุ้มครองพลเรือน

ส่วนกรณีคำกล่าวที่ว่า “ทั่วโลกรู้ว่าใครผิดใครถูก” พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ไม่ควรพูดแทนประชาคมระหว่างประเทศ หากมั่นใจในข้อเท็จจริงของตนเอง ก็ควรนำหลักฐาน ลำดับเหตุการณ์ พิกัด และข้อมูลที่ตรวจสอบได้เข้าสู่กลไกที่เกี่ยวข้อง

“ใครถูกใครผิด ไม่ได้ตัดสินจากว่า ใครพูดดังที่สุด ไม่ได้ตัดสินจากว่า ใครกล่าวหาอีกฝ่ายบ่อยที่สุด และไม่ได้ตัดสินจากจำนวนแถลงการณ์ หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดีย” ผอ.JIC กล่าว

พร้อมย้ำว่า หากต้องการสันติภาพจริง ต้องหยุดยั่วยุทั้งในสนามและในพื้นที่ข่าวสาร เพราะไทยและกัมพูชายังเป็นประเทศตืดกันและต้องอยู่แบบนี้กันต่อไป

“ถ้าต้องการเจรจาอย่างจริงใจ ก็ต้องหยุดการยั่วยุ ลดถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง และหยุดนำเสนอข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวที่ชอบบอกเป็นข้อเท็จจริงข้างเดียว”

พล.อ.อ.ประภาส ยังได้ตั้งคำถามไปยังกัมพูชาว่า หากเรียกร้องให้เจรจาไปพร้อมกับกล่าวหาไทยว่าเป็นผู้รุกรานอย่างต่อเนื่อง กำลังเจรจาเพื่อแก้ปัญหา หรือใช้โต๊ะเจรจาเป็นฉากประกอบสงครามข้อมูล

ท้ายที่สุดนี้ขอย้ำจุดยืนไทยว่า “หยุดยิงจริง คงกำลังตามที่ตกลงจริง หยุดยั่วยุจริง หยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง” ก่อนกลับมาคุยกันด้วยหลักฐาน กฎหมาย และความจริงใจ

“ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม และไม่ต้องการดินแดนของใคร แต่สันติภาพไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเมื่อประชาชน กำลังพล หรืออธิปไตยของประเทศไทยถูกคุกคาม เรามีหน้าที่ปกป้อง และเราจะปกป้อง” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน