“ผอ.JIC ไทย” โต้ กัมพูชา นำบทความสื่อฝรั่งเศสชี้ไทย “ผู้บุกรุก” ถามกลับใครเริ่มใช้กำลังก่อน ลั่นสนธิสัญญา 1904-1907 ต้องอ่านในบริบท ยุคล่าอาณานิคมจบแล้ว ซัดอย่าใช้ประวัติศาสตร์สร้างความขัดแย้งรอบใหม่ เตือนอย่าชนะ Narrative แต่ควรชนะความขัดแย้งด้วยสันติภาพ
วันที่ 30 ส.ค.69 พล.อ.อ.ประภา สอนใจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อฝรั่งเศสชี้ว่าไทยเป็น “ผู้บุกรุก” เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 และกัมพูชานำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ต่อว่า ประเทศไทยเคารพเสรีภาพของสื่อ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างบทความของนักข่าว ข้อกล่าวอ้างของคู่กรณี และข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์
“บทความจากฝรั่งเศสหรือจากประเทศใดก็ตาม ไม่ใช่คำตัดสินเขตแดน หากจะเรียกประเทศไทยว่าเป็นผู้บุกรุก ผมอยากถามกลับง่าย ๆ ว่า ใครเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังก่อน เหตุการณ์ก่อนหน้าการตอบโต้ของไทยเกิดอะไรขึ้น และทำไมจึงไม่เล่าลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด อย่าเริ่มเล่าประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 1904 แต่กลับเริ่มเล่าเหตุปะทะเฉพาะตอนที่ไทยตอบโต้”พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม 1904 และ 1907 รวมถึงคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 และ 2013 เป็นหลักฐานสนับสนุนอธิปไตยของตน ผอ.JIC กล่าวว่า เอกสารประวัติศาสตร์ต้องอ่าน แต่ต้องอ่านทั้งหมดและอยู่ในขอบเขตทางกฎหมายของแต่ละเรื่องคำพิพากษาของศาลต้องอ่านว่าศาลตัดสินเรื่องอะไร พื้นที่ใด และมีขอบเขตเพียงใด ไม่ใช่นำคำพิพากษาเรื่องหนึ่งไปขยายเป็นคำตัดสินเขตแดนทุกพื้นที่ตามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการ และอย่าลืมว่า สนธิสัญญาปี 1904 และ 1907 เกิดขึ้นในบริบทของยุคล่าอาณานิคม วันนี้เป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว เราควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นำมรดกจากยุคล่าอาณานิคมมาสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ให้ประชาชนไทยและกัมพูชา
เมื่อถามว่า บทความกล่าวหาว่าไทยใช้ความได้เปรียบทางทหารสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่และเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามแนวชายแดน ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยมีคำตอบที่ตรวจสอบได้ คือ ถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองประเทศตกลงกัน หลักสำคัญคือกำลังของทั้งสองฝ่ายต้องรักษาที่ตั้งของตน และไม่เคลื่อนกำลังเพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ พูดง่าย ๆ คือ อยู่ตรงไหน อยู่ตรงนั้น ไม่รุก ไม่ยั่วยุ ไม่สร้างข้อเท็จจริงใหม่ ประเทศไทยยึดหลักนี้
ดังนั้น แทนที่จะตัดสินจากบทความหรือภาพถ่ายบางภาพ ควรถามว่า ฝ่ายใดปฏิบัติตามข้อตกลง และฝ่ายใดพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์หลังข้อตกลง นี่ต่างหากคือข้อเท็จจริงที่ควรตรวจสอบ
เมื่อถามต่ออีกว่า รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชาระบุว่า บทความนี้มีคุณค่า เพราะเขียนโดยเชื่อมโยงเอกสารทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ ไม่ได้เขียนด้วยอารมณ์ ผอ.JIC กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นยิ่งดี เพราะเมื่ออ้างว่าเป็นการพิจารณาจากหลักฐาน เราก็ควรตรวจสอบหลักฐานทั้งสองฝ่าย นักข่าวเดินทางไปกัมพูชา ย่อมมีสิทธิรายงานสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ได้รับฟัง แต่การได้เห็นพื้นที่จากฝั่งหนึ่ง หรือรับฟังข้อมูลจากฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทระหว่างสองประเทศกลายเป็นข้อยุติ ถ้าต้องการความเป็นธรรมจริง ควรฟังประเทศไทยด้วย ควรตรวจสอบ chronology ทั้งหมด และควรถามด้วยว่าเหตุการณ์เริ่มต้นอย่างไร การสืบสวนที่ดีไม่ควรเริ่มจากข้อสรุป แล้วเลือกหลักฐานมารองรับข้อสรุปนั้น
ผอ.JIC กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องถามว่า เราต้องการชนะ Narrative หรือชนะความขัดแย้งด้วยสันติภาพ ไทยกับกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่มีใครย้ายประเทศหนีอีกฝ่ายได้ ดังนั้นหยุดกล่าวอ้างฝ่ายเดียว หยุดบิดเบือนลำดับเหตุการณ์ และหยุดยั่วยุให้ประชาชนสองประเทศเกลียดกัน กลับมาที่ข้อตกลงปัจจุบัน กลับมาที่ข้อเท็จจริง กลับมาที่กลไกทวิภาคี และกลับมาเจรจากัน ยุคล่าอาณานิคมควรจบไปพร้อมกับความเห็นแก่ตัวของมหาอำนาจในอดีต อย่าปล่อยให้ปัญหาที่ประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ กลายเป็นสงครามที่ประชาชนรุ่นนี้ต้องรับกรรม
“บทความหนึ่งชิ้นอาจสร้างกระแสได้ไม่กี่วัน แต่ถ้า Narrative ที่ไม่ครบถ้วนทำให้เกิดการยั่วยุหรือความเข้าใจผิดขึ้นมาอีกครั้ง คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คนเขียนบทความ ไม่ใช่คนแชร์บทความ แต่คือประชาชนไทยและกัมพูชาที่อยู่ตามแนวชายแดนประเทศไทยเลือกสันติภาพ แต่สันติภาพต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ข้อตกลง และความจริงใจของทั้งสองฝ่ายอย่าโกหกกัน อย่ายั่วยุกันและอย่าเอาประชาชนของสองประเทศเป็นเดิมพัน” ผอ.JIC กล่าว