จี้รัฐเร่งทำโซนนิ่ง พื้นที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก สส.ปชน.แนะรัฐยอมรับความจริง เลิกปกปิดข้อมูลหวั่นพืชผัก ดีถูกเหมารวม เกษตรกรแม่อายสุดทนส่งตัวอย่างให้รัฐตรวจกี่รอบแต่ไม่เคยได้รับคำตอบจนท้อ
วันที่ 31 ส.ค.2569 นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมการรายงานผลการเก็บตัวอย่างพืชเพื่อตรวจหาการปนเปื้อนโลหะหนักตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าตอนนี้รัฐบาลยังไม่ชัดเจนเลยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินปนเปื้อน รวมถึงพืชผักที่เริ่มมีข่าวว่าปนเปื้อน
สส.ปชน.กล่าวว่า การฟื้นฟูที่ดินซึ่งตอนนี้ทราบตัวเลขคร่าวๆ น่าจะเกินกว่า 300,000 ไร่ ตั้งแต่ท่าตอน อำเภอแม่อาย ไปจนถึงเชียงแสน จ.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก ไปทำการเกษตร พื้นที่เหล่านี้กว้างมาก แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลออกมาบอกเลยว่าจะทำอะไรต่อ ส่วนผักที่ปนเปื้อนขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรต่างกังวลมาก เพราะที่ผ่านมาเริ่มมีปรากฏการณ์ที่พ่อค้าไม่กล้ารับซื้อผักของคนที่อยู่ในตำบลท่าตอนแล้ว
“มันจะกระทบต่อคนในพื้นที่ ปัญหามันใหญ่มาก แม้ว่าพื้นที่ที่ปนเปื้อนจริง ๆ จะไม่ได้กว้างมาก แต่ชื่อเสียงหรือกระแสมันถูกสื่อออกไปข้างนอกแล้ว คนก็หวาดระแวงกันแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าพวกพืชผักที่บอกว่ามาจากแม่อาย คนก็จะระแวง ไม่กล้าซื้อแล้ว มันไม่ใช่กระทบแค่พื้นที่เกษตรที่ปลูกผักในน้ำ แต่มันไปกระทบต่อเกษตรกรรมของอำเภอแม่อายด้วย อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่”นายเลาฟั้ง กล่าว
นายเลาฟั้ง กล่าวว่า ที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐพยายามทำคือปกปิดข้อเท็จจริงและปกปิดข้อมูล เพราะกลัวว่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ตอนนี้ปกปิดไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้เรื่องนี้ก็คือต้องมีการทำโซนนิ่งและต้องจัดการในพื้นที่ให้ชัดเจน พื้นที่ไหนที่ปนเปื้อนแล้ว ก็ต้องเข้าไปคุยกับชาวบ้าน ไม่ให้ปลูกพืชผักประเภทที่คนกินหรือที่คนหรือสัตว์กิน ไม่ให้ปลูกพืชผักเหล่านี้ แล้วก็ไปปลูกพืชผักอย่างอื่นแทน
“ในที่สุดแล้วมันต้องยอมรับข้อเท็จจริง ถ้าปลูกประเภทพืชผักไม่ได้ มันก็ควรต้องห้ามไม่ให้มีการปลูกจริง ๆ แล้วต้องรีบหาทางออกให้แก่คนที่อยู่ในพื้นที่ สมมุติว่าถ้าจะไปปลูกพวกพืชพลังงานแทน เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา หรือไม้ยูคา ระหว่างการเปลี่ยน ถ้าเกษตรกรไม่มีรายได้ รัฐก็ต้องเข้าไปชดเชยในส่วนนี้ด้วย”สส.ปชน.กล่าว
นายวรชิต ดำรงวรากุล เกษตรกรบ้านสบงาม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในการประชุมที่ผ่านมา มีการหารือเรื่องการจัดทำแผนที่พื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่โซนตำบลท่าตอนและตำบลแม่นาวาง ซึ่งชาวบ้านเสนอให้เกษตรอำเภอลงไปตรวจสอบให้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดเป็นขอบแดงเพื่อให้ชาวบ้านสามารถวางแผนการทำเกษตรได้
เพราะปัจจุบันมีทั้งพื้นที่ขอบแดง ขอบเหลือง และขอบเขียว แต่ที่ประชุมยังไม่ได้มีมติว่าจะนำพืชชนิดใดมาใช้ทดแทนพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยมีเพียงการเสนอแนวทาง เช่น ยางพารา หรือไม้พะยูง รวมถึงพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร
“กระบวนการเก็บตัวอย่างพืชของหน่วยงานภาครัฐ เห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ แต่เป็นเพราะชาวบ้านไม่ทราบผลตรวจจากตัวอย่างที่เคยส่งไป เมื่อชาวบ้านส่งตัวอย่างพืชไปตรวจหลายครั้งแต่ไม่ได้รับผลกลับมา ทำให้เกิดความรู้สึกท้อและไม่อยากส่งตัวอย่างอีก ชาวบ้านไม่ได้ติดใจเรื่องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการนำพืชไปตรวจ แต่ต้องการรู้ว่าผลผลิตของตัวเองมีการปนเปื้อนหรือไม่” เกษตรกรตำบลท่าตอน กล่าว
นายวรชิตกล่าวว่า อยากเสนอว่าหากยังข้องใจเรื่องสารเคมีในปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลงในแปลงเกษตรกับแม่น้ำกกอยู่ การตรวจสอบควรขยายไปยังพื้นที่อื่นทั้ง อ.แม่อาย และ อ.ฝาง เพื่อเปรียบเทียบผลตรวจว่า หากพบการปนเปื้อนในลักษณะเดียวกัน จะได้แยกให้ชัดเจนว่าการปนเปื้อนแต่ละชนิดมีสาเหตุมาจากอะไร ไม่ควรเหมารวมว่ามาจากเหมืองแร่ทั้งหมด
ส่วนเรื่องของการปลูกพืชทดแทนกังวลว่าการส่งเสริมพืชบางชนิดอาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมายภายหลัง โดยเฉพาะการปลูกไม้ที่มีกฎหมายควบคุม เช่น ประดู่ พะยูง เพราะในพื้นที่ที่ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน แต่ถ้าเอายางพารามาปลูก ก็ 7-8 ปีถึงจะได้เงิน แต่หลังจากนี้อีก 3-4 ปี ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะทำอะไรกินแล้ว ถามว่าจะชดเชยให้ชาวบ้านอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารประกอบการประชุมของเกษตรอำเภอแม่อายระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 มีการเก็บตัวอย่างพืชทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 61 ตัวอย่าง และมีผลตรวจวิเคราะห์แล้ว 6 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 จำนวน 54 ตัวอย่าง สำหรับผลการวิเคราะห์ตัวอย่างพืชจำนวน 54 ตัวอย่าง พบว่า ผ่านมาตรฐาน 11 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 20 และไม่ผ่านมาตรฐาน 43 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 80
ทั้งนี้ในกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ผ่านมาตรฐานพบว่า มีการตรวจพบสารหนู (As) จำนวน 10 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 18 แคดเมียม (Cd) จำนวน 37 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 68 และตะกั่ว (Pb) จำนวน 14 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 14 ซึ่งในที่ประชุมถึงแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม โดยให้พิจารณาปรับเปลี่ยนชนิดพืชจากพืชที่ใช้เพื่อการบริโภคไปเป็นพืชที่ไม่ใช้เพื่อการบริโภคในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง รวมถึงการเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่และแหล่งปลูก โดยแบ่งแนวทางออกเป็นกลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ไม่ใช้เพื่ออาหาร ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ เช่น ยางพารา สัก ไผ่ ประดู่ และพะยูง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาพืชสำหรับควบคุมหรือปรับปรุงดินและพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแฝก และปอเทือง รวมถึงกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เบญจมาศ ดาวเรือง ปทุมมา และไผ่กวนอิม ตลอดจนพืชผลที่ไม่ใช้เพื่อการบริโภค โดยต้องมีการตรวจสอบปริมาณโลหะหนักก่อนนำไปใช้ประโยชน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
