รวบหนุ่มเกาหลีใต้ ตัวการระดับสูง องค์กร “Lucky Nine” หลอกลงทุน เหยื่อกว่า 100 ราย เสียหาย 250 ล้าน หนีหมายจับ อินเตอร์โพล กบดานไทย เร่งดำเนินคดีที่ไทย ผลักดันผู้ต้องหากลับแดนกิมจิ
4 ก.ย. 69 – ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. ให้เร่งกวาดล้างชาวต่างชาติ ที่แฝงตัวเข้ามาหลบซ่อนไทย ทั้งลักลอบหนีคดีจากต่างประเทศ และกลุ่มที่ลักลอบเข้าไทยเพื่อก่อเหตุข้ามชาติ
ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.สัญชัย ถิ่นวงษ์แดง รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ สตม. ปฏิบัติราชการ บก.ตม.6,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.ชิดเดชา สองห้อง รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ช่วยราชการ สตม.

มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.อ.วุฒิภัทร นภาโชติ ผกก.สส.บก.ตม.6 ประสานการปฏิบัติกับ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. กรณีได้รับทราบการประสานจาก พ.ต.ท.หญิง กชกร เพิงระนัย นายตำรวจ ประสานงานประจำสาธารณรัฐเกาหลี ให้ช่วยทำการติดตามจับกุม ผู้ต้องหารายสำคัญ ที่ก่อคดีเกี่ยวกับขบวนการหลอกลงทุน ซึ่งได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุมของ กก.สส.บก.ตม.6 นำโดย พ.ต.ท.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 ,ร.ต.ท.ปวเรศ นนทสุต รอง สว. (สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 และ กก.2 บก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.ท.ภูริศ คำหมื่น สว.กก.2 บก.สส.สตม.,ร.ต.อ.ณัฐบดินทร์ ปงใจ รอง สว.กก.2 บก.สส.สตม.ได้ทำการสืบสวนและเฝ้าติดตาม
โดย ผู้ต้องหาดังกล่าวคือ Mr.Lim ซึ่งเป็นตัวการในระดับสูงของขบวนการองค์กรที่ชื่อ “Lucky Nine” ซึ่งดำเนินงาน 12 ศูนย์ ทั่วประเทศเกาหลีใต้ (รวมถึง Seolleung, Gold และ Somang) โดยมีสมาชิกใต้บังคับบัญชาดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น หัวหน้าผู้ประสานงาน หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการไอที นักพัฒนาโปรแกรม และผู้จัดการฝ่ายการเงิน และระดมทุนโดยอ้างว่าเป็น “ธุรกิจคาสิโน”
ซึ่งโครงสร้างของแผนการ : นักลงทุน จะถูกจัดลำดับ ตั้งแต่ระดับ ดาว 1 ถึง ดาว 7 โดยได้รับค่าคอมมิชชั่น 3-21% ขึ้นอยู่กับขนาดของเงินลงทุน ก่อให้เกิดระบบการจัดอันดับแบบการตลาดหลายระดับ
ในความเป็นจริง เงินทุนเหล่านั้น ถูกนำไปใช้ในการพนันคาสิโนออนไลน์ ในต่างประเทศ หรือจ่ายคืนให้กับ นักลงทุน รายแรกๆ โดยใช้เงินของ นักลงทุน รายหลังๆ มาจ่าย โดยไม่มีเจตนา หรือความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างแท้จริง โดยมีผู้เสียหายกว่า 100 ราย ความเสียหายเกินกว่า 10,000,000,000 วอน ประมาณ 250 ล้านบาทไทย ซึ่งถือเป็นบุคคลอันตราย ที่ต้องรีบทำการจับกุม
ซึ่งชุดสืบสวน ตม.6 ได้สืบสวนทราบว่า นายลิม (Mr.Lim) ได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทย โดยตรวจสอบจากระบบไบโอเมตริก พบว่า บุคคลดังกล่าว ได้เดินทางเข้าที่ประเทศไทยทางด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ด้วยวีซ่า ผ.90 ซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2568
ซึ่งปัจจุบันการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ได้สิ้นสุดลงแล้ว และได้ไปหลบซ่อนอยู่ตามที่พักต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งต่อมา เจ้าหน้าที่ ตม.6 ได้ลงพื้นที่ภูเก็ต สืบสวนติดตามอย่างหนัก
จนทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าว ได้หลบหนีออกจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ไปหลบซ่อนอยู่ที่คอนโดหรูแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี จึงได้ทำการประสานความร่วมมือไปยัง กก.2 บก.สส.สตม. ให้ช่วยทำการตรวจสอบและทำการจับกุม
จนกระทั่ง วันที่ 3 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่กก.สส.บก.ตม.6 และ กก.2 บก.สส.สตม. ได้เข้าทำการตรวจสอบที่ห้องพักที่ต้องสงสัยว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวได้พักอาศัย ซึ่งจากการตรวจสอบได้พบชายลักษณะคล้าย นายลิม เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัว และขอทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบ พบว่า บุคคลดังกล่าวคือ นายลิม
โดย นายลิม ยอมรับว่า ปัจจุบัน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยของตนได้สิ้นสุดแล้วจำนวน 260 วัน (overstay 260 วัน) และเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศเกาหลีใต้ และหมายจับอินเตอร์โพลจริง จากนั้น นายลิม ได้ยินยอม และนำพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบห้องพัก
จากการตรวจสอบห้องพัก พบโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง บัตรเครดิต จำนวน 2 ใบ แท็บเล็ต 1 เครื่อง และของมีค่า จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ เนื่องจากเชื่อว่า เป็นสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาจากการกระทำความผิด และส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ เพื่อขยายผลในการสืบหา ผู้ร่วมขบวนการรายอื่น ที่ได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา และแจ้งข้อกล่าวหา และสิทธิให้ทราบ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และเมื่อมีการดำเนินคดีที่ไทยเสร็จแล้ว จะได้มีการผลักดันผู้ต้องหา กลับไปยังประเทศเกาหลี ใต้ต่อไป
พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า เป็นไปตามนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ สตม. ที่ยังคงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับสากลอย่างต่อเนื่อง
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้หลบหนีคดีหรืออาชญากรข้ามชาติ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด กับบุคคลต่างด้าวที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยของประเทศ
