เกษตรกรสมุทรสงคราม เปิดใจ หลังศาลสั่งแก้วิกฤต “ปลาหมอคางดำ” ชี้เดือดร้อนมานับ 10 ปี หวังเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหา วอนรัฐเร่งกำจัด–เยียวยาให้ถึงมือ
วันที่ 9 ก.ย.2569 เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยความรู้สึกภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมง ดำเนินการตามแผนระงับยับยั้งการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามประกาศพื้นที่เป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
คำพิพากษาดังกล่าวสร้างความหวังให้แก่เกษตรกรและชาวประมงพื้นบ้าน หลังต้องเผชิญปัญหาปลาหมอคางดำรุกรานแหล่งน้ำมานานหลายปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ตลอดจนรายได้และการดำรงชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างย้ำตรงกันว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการนำคำพิพากษาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง เกษตรกรทั้ง 3 คนนั่งล้อมวงกันบริเวณโต๊ะม้าหินอ่อนข้างทาง พร้อมแกะถั่วต้มรับประทานกันแบบสบาย ๆ ระหว่างถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและความเดือดร้อนที่ต้องเผชิญจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมาอย่างยาวนาน แม้บรรยากาศภายนอกจะดูผ่อนคลาย แต่ทุกถ้อยคำสะท้อนถึงความกังวลและความหวังว่า คำพิพากษาของศาลครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง
นายวัลลภ ขุนเจ๋ง อายุ 51 ปี เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา เพราะอย่างน้อยเสียงของเกษตรกรที่ต่อสู้และเรียกร้องมาเป็นเวลานานได้รับการรับฟัง ปัญหาปลาหมอคางดำสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่อย่างหนัก ทำให้การทำมาหากินยากขึ้น ขณะที่รายได้ลดลงและมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นายวัลลภ กล่าวว่า หลังจากมีคำพิพากษาแล้ว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการประกาศเขตภัยพิบัติ การช่วยเหลือเยียวยา และการควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำ เพราะเกษตรกรต้องการเห็นผลจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงมาตรการหรือแผนงานที่อยู่ในเอกสาร
ด้าน นายยุทธนา แซ่ลี้ อายุ 55 ปี กล่าวว่า ตนได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำมาหลายปี และปีนี้น่าจะเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว แม้ปัจจุบันจำนวนปลาหมอคางดำในบางพื้นที่จะลดลงจากช่วงที่ระบาดอย่างรุนแรง แต่สถานการณ์ยังไม่ถือว่าดีขึ้นอย่างแท้จริง เนื่องจากปลาชนิดนี้ยังไม่หมดไปจากแหล่งน้ำและยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ประกอบอาชีพ
จำนวนปลาหมอคางดำลดลงก็ดี แต่ยังไม่หมด อยากให้ทำอย่างต่อเนื่อง ให้เหลือน้อยลงกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังมีผลกระทบต่อพื้นที่ที่พวกเราทำมาหากินอยู่ อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้
ขณะที่ นายทนงศักดิ์ เข็มกำเนิด อายุ 50 ปี กล่าวว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้กระทบเฉพาะเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่ส่งผลเป็นวงกว้างต่อผู้ที่พึ่งพาแหล่งน้ำ ทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้าน จึงอยากให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินมาตรการกำจัดอย่างจริงจัง ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศและช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนให้ทั่วถึง
นายทนงศักดิ์ กล่าวว่า เกษตรกรต้องทนอยู่กับปัญหานี้มาเป็นเวลานาน จึงคาดหวังว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมขอให้มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพราะหากดำเนินการเพียงระยะสั้นแล้วหยุด ปลาหมอคางดำก็อาจกลับมาแพร่พันธุ์และสร้างความเสียหายซ้ำอีก
สำหรับคำพิพากษาดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 กรณีผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ยื่นฟ้องกรมประมงและหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐรวม 18 ราย
โดยศาลพิพากษาให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงดำเนินการตามแผนระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อไป พร้อมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามประกาศพื้นที่เป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนข้อหาอื่นและผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง

