ตร.ค้นกุฏิ อดีตหลวงพ่อโชติ เจอเครื่องนับเงิน เผยลูกศิษย์ มีทั้งนายตำรวจ-นายทหาร นักธุรกิจดัง เผยนาทีสึก ขอเวลาทำใจก่อนเข้าโบสถ์
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้นิมนต์ พระวชิโรภาส (ประดิษฐ์ ฐานิโก) รองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดคลองตะเคียน ในฐานะเจ้าคณะผู้ปกครอง พร้อมนำชุดขาว เข้าไปภายในพระอุโบสถ
เพื่อประกอบพิธีลาสิกขา พระวชิรญาณ วิ. หรือ พระอติโชติ ธมฺมวโร หรือ “หลวงพ่อโชติ” อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ตำรวจกองปราบได้นำกำลังเข้าจับกุมหลวงพ่อโชติ ภายในกุฏิเจ้าอาวาส ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ที่ 29/2569 ลงวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์,
เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ และสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน”
จากการสืบสวนพบว่า ในห้วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พระรูปดังกล่าวมีพฤติการณ์ออกใบอนุโมทนาบัตรในนามของวัดโดยมิชอบกว่า 20 รายการ ก่อนเบียดบังเงินวัดไปเป็นของตนเอง แล้วมอบให้สีกาคนสนิทนำไปแปลงสภาพและอำพรางในชื่อบุคคลอื่น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท
รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ตำรวจนำตัวไปทำการสึกนั้น หลวงพ่อโชติได้ขอเวลาทำใจอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะยอมเดินเข้าโบสถ์ ใช้เวลาประกอบพิธีประมาณ 30 นาที จึงแล้วเสร็จ ก่อนจะออกมาในสภาพนุ่งชุดขาว ในชื่อ นายอภิโชติ โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมนำตัวไปสอบสวนขยายผลที่กองบังคับการปราบปราม ต่อไป
ด้านพระวชิโรภาส เปิดเผยหลังพิธีว่า ระหว่างการลาสิกขา อดีตหลวงพ่อโชติมีสีหน้าเรียบเฉย สุขุม แต่เชื่อว่าภายในจิตใจย่อมมีความรู้สึก เนื่องจากครองสมณเพศมาเป็นเวลานานหลายสิบปี และยังแสดงความเป็นห่วงพระพุทธศาสนา ทั้งนี้การลาสิกขาเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ ไม่มีผู้ใดบังคับ
“ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนหรือเรื่องเสื่อมเสียเกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาสรูปนี้เลย เมื่อเกิดเหตุแล้วก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อยากฝากถึงญาติโยมว่า ให้แยกแยะเรื่องตัวบุคคลออกจากพระพุทธศาสนา วัดยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนเสมอ” พระวชิโรภาส กล่าว
สำหรับบรรยากาศภายในวัด พบว่ายังมีการปิดกั้นพื้นที่พระอุโบสถและโบราณสถานสำคัญ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างเก็บรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากที่บริเวณกุฏิของอดีตเจ้าอาวาสอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้กับโบสถ์และโบราณสถาน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ฮ่องกง และจีน ที่เดินทางมาทำบุญและกราบไหว้ ไม่สามารถเข้าไปภายในโบสถ์ได้ สร้างความตกใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ มีการนำเครื่องนับธนบัตรเข้าไปภายในกุฏิด้วยเชื่อว่าน่าจะมีการตรวจนับเงินที่อยู่ภายในกุฏิ
อดีตลูกศิษย์เจ้าวาสวัด เปิดเผยว่า รู้จักกับพระอาจารย์โชติตั้งแต่มาบวชที่วัดได้ประมาณ 5 ปี เพราะมีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์จตุคามรามเทพ ที่ผ่านมาจะพบว่ามีลูกศิษย์ลูกหาซึ่งเป็นนายตำรวจ ทหาร และนักธุรกิจ ที่มากราบไหว้องค์พ่อจตุคามรามาเทพ และศรัทธาในตัวองค์อดีตเจ้าวาสพระอาจารย์โชติ
ไม่พบเห็นความผิดปกติอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเงิน เพราะจากการที่ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่น ต่างๆ รวมถึงการจัดทำบุญเพื่อจัดหาซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้กับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาและโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงสนับสนุนมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน
โดยจุดที่เป็นกุฏิของพระอาจารย์โชติจะมีลูกศิษย์ลูกหาคอยดูแลเรื่องการจัด จัดการให้คนเข้าไปกราบไหว้องค์พ่อจตุรรามาเทพ และกลับไหว้พระอาจารย์โชติ จะพบเห็นมีหญิงสาวคอยดูแลเรื่องการจัดการทำความสะอาดภายในบริเวณดังกล่าวด้วยแต่ไม่ทราบว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่
รู้สึกตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับพระอาจารย์โชติแต่ด้วยพยานหลักฐานต่างๆที่เห็นแล้วก็ให้เป็นเรื่องของความผิดของส่วนบุคคล ความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและหลักคำสอนพระพุทธเจ้ายังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยนอะไรมีเพียงแต่บุคคลเท่านั้นที่กระทำตัวของตัวเอง
