หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

'เชียงราย' ปลุกพลังจาก ฐานราก สร้างเมืองอาหารปลอดภัย สู่สุขที่สมดุล

11 ก.ย. 2569 - 09:09 น.

“เชียงราย” ปลุกพลังจาก ฐานราก สร้างเมืองอาหารปลอดภัยสู่สุขที่สมดุล หวังสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาวิธีคิด ยกระดับศักยภาพ เกษตรกรผู้ผลิต ส่งถึง ผู้บริโภค ได้รับอาหารสดปลอดภัยคุณภาพสูง

“อาหารปลอดภัย ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติ ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ทุกคนต้องสามารถเข้าถึง แหล่งอาหารที่ปลอดภัย และมีความมั่นคงทางอาหาร มันไม่ใช่แค่นโยบายที่พูดกันบนกระดาษ แต่คือลมหายใจ และสุขภาพของคนในชุมชน”

คำกล่าว ดร.ทัศนีย์ ธรรมติน อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สะท้อนถึงหัวใจสำคัญของโครงการ “อาหารปลอดภัย เมืองเชียงราย สู่สุขที่สมดุล”

ซึ่งเริ่มต้นขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในจังหวัดเชียงราย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 ระบุว่า ที่เชียงรายถูกเลือกเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนอาหารปลอดภัย เพราะมีชุมชนเข้มแข็ง เป็นเมืองเกษตรกรรมต้นทาง และมีสถาบันวิชาการสนับสนุนตรวจประเมินมาตรฐานอาหารปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

โดยมี เทศบาลนครเชียงราย เป็นต้นแบบความสำเร็จ ที่สามารถสร้างระบบอาหารปลอดภัยได้ครอบคลุมไปถึง โรงเรียนในเขตเทศบาลนครเชียงราย โรงพยาบาล และร้านอาหาร ขณะที่ สสส.ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ เพราะอาหารคือวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง และเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDsซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพใหญ่ของประเทศไทย

“เรื่องอาหารเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้มีผลต่อสุขภาพโดยตรง เราจึงเน้นไปที่อาหารปลอดภัย ซึ่งหมายถึงอาหารที่ไม่มีการปนเปื้อน เป็นเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง” ดร.นพ.พิศิษฐ์ กล่าว

จังหวัดเชียงรายถือเป็น เมืองยุทธศาสตร์ต้นน้ำของภาคเหนือ ที่มีสภาพอากาศและภูมิประเทศเอื้อต่อการเกษตร แต่เมื่อวิถีเกษตรกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสการค้า ปัญหามลพิษ การใช้สารเคมี และภัยสุขภาพก็ตามมาไม่ห่าง

การจะพลิกฟื้นเชียงรายให้กลายเป็นเมืองอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยกลไกการสร้างความเข้าใจจากฐานราก และหลายพื้นที่ของเชียงรายได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการ “ระเบิดจากข้างใน”

โดย ดร.ทัศนีย์ นักวิชาการที่เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกร มองว่าหัวใจของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องเป็นการทำงานในลักษณะ Bottom-up หรือจากล่างขึ้นบน

ซึ่งเริ่มต้นจาก “กระดุมเม็ดแรก” คือความเข้มแข็ง ความพร้อม และความตั้งใจปรับเปลี่ยนของตัวเกษตรกรผู้ผลิตเอง ไม่ใช่เพียงคำสั่งเชิงนโยบายจากบนลงล่างแบบ Top-down ที่คนในระดับปฏิบัติต่างคนต่างทำโดยปราศจากความเข้าใจ สะท้อนให้เห็นได้ชัดจากตัวอย่าง “แม่สายโมเดล” 1 ใน 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่เริ่มต้น

“คำว่า “แม่สายโมเดล” อาจจะไม่ได้ว้าวถ้ามองจากภายนอก แต่ในเชิงนักพัฒนา สิ่งที่เราอยากยืนยันและทำให้เห็น คือความเข้มแข็งแห่งชุมชน อย่างความสำเร็จของกลุ่มหนองอ้อ เกิดขึ้นเพราะเกษตรกรและแกนนำมีใจที่อยากจะขับเคลื่อน มีแรงบันดาลใจที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงจากตัวเอง จากจุดเริ่มต้นเพียง 8 คน ขยายผลไปสู่ 50 ครัวเรือน มากกว่า 200 คน และกระจายไปอีกหลายตำบลในแม่สาย” ดร.ทัศนีย์ กล่าว

การเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้าของ “แม่สายโมเดล” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากวิกฤตสุขภาพในอดีต โดย นายสมบูรณ์ เนมหาวรรณ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองอ้อ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สะท้อนภาพความจริงในอดีตว่า

“แต่ก่อนเกษตรกรต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างใส่ปุ๋ยเคมี ใครผักสวยคนนั้นก็ได้ขายดี แต่ผลคือคนเจ็บป่วยเยอะมาก เข้าโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น ป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารเพราะกินผักที่มีสารเคมี พอนำโครงการอาหารปลอดภัยเข้ามา ร่วมกับ สสส. เราก็รณรงค์ให้เห็นอันตราย ให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนมาปลูกกินเองก่อน เหลือค่อยนำไปขาย” ผู้ใหญ่บ้านหนองอ้อ เล่า

จากจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ บ้านหนองอ้อ ได้ยกระดับการแก้ปัญหาเชิงระบบด้วยการจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนหนองอ้ออินทรีย์สุขภาพดีโป่งผา” ขึ้น เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์และจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรให้แก่สมาชิกและคนในชุมชน

ผู้ใหญ่สมบูรณ์ ขยายความเพิ่มเติมว่า การมีวิสาหกิจชุมชนฯ ช่วยแก้ปัญหาต้นตอการใช้สารเคมีได้อย่างตรงจุด ชุมชนมีการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการซื้อสารเคมีเกษตรได้อย่างมหาศาล

ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้านลดลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านกลับมามีสุขภาพดี ได้บริโภคและขายผักปลอดสารอย่างสบายใจ ขณะเดียวกันก็ต่อยอดสู่การจัดตั้ง “ตลาดชุมชน” เพื่อรองรับผลผลิตที่ปลอดภัยอีกด้วย

จากความเข้มแข็งของชุมชนนี้ ได้กลายเป็นฐานรองรับสำคัญที่ส่งต่อไปยังการสร้างมูลค่าเพิ่มของกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอรี่บดผง ปฏิมา แม่สาย” นำโดย นางสาวปฏิมา ปินะวรรณา ซึ่งเน้นย้ำประเด็นการทำงานแบบ “เครือข่าย” ที่ช่วยยกระดับเรื่องอาหารปลอดภัยทั้งในแง่คุณภาพ และเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ถ้าทำคนเดียวเราเดินได้ไว แต่ถ้าจะไปให้ไกลเราต้องไปด้วยกัน พอเรารวมกลุ่มกัน เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำมาตรฐานความปลอดภัย GAP และ PGS มาถ่ายทอดให้สมาชิก ส่งต่อความรู้เรื่องดิน น้ำ และขยะในครัวเรือน จากกลุ่มเล็กๆ ก็ขยายไปหลายสิบหลายร้อยครัวเรือน” นางสาวปฎิมา กล่าว

ขณะเดียวกันการทำงานเป็นเครือข่ายยังเปิดโอกาสให้คนหลากหลายช่วงวัยเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งทีมผลิต ทีมสื่อออนไลน์ ทีมจัดส่ง รวมถึงผู้สูงอายุที่นำภูมิปัญญาการร่อนข้าวด้วยกระด้งมาสร้างรายได้เสริม

และที่สำคัญกลุ่มยังรับซื้อผลผลิตข้าวจากสมาชิกในราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าสมาชิกต้องปลูกตามมาตรฐานความปลอดภัย GAP ทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคตามแนวคิด “ต้นน้ำอยู่รอด ปลายน้ำก็ยั่งยืน”

ก่อนที่แนวคิดอาหารปลอดภัยจะแผ่ขยายครอบคลุมทั้งจังหวัด เทศบาลนครเชียงรายถือเป็น “จุดประกายต้นน้ำ” และเป็นพื้นที่เรียนรู้สำคัญที่มาก่อน ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561

เทศบาลนครเชียงราย ได้ร่วมมือกับ กลุ่มเครือข่ายเกษตรกร PGS Organic เชียงราย ขับเคลื่อนวาระ “เชียงรายเมืองสีเขียว เกษตรปลอดภัย” มุ่งส่งเสริมเกษตรกรต้นน้ำใน 65 ชุมชนเขตเทศบาล ให้เข้าสู่ระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า การขับเคลื่อนเมืองอาหารปลอดภัยเป็นไปตามแนวคิด “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” คือ ต้นน้ำ-เกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุน, กลางน้ำ-เทศบาลนครเชียงรายที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการ สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่า จะมีตลาดรองรับผลผลิตในราคาที่เหมาะสม และปลายน้ำ-ผู้บริโภคที่จะได้รับอาหารสด ปลอดภัย คุณภาพสูง และราคาเป็นธรรม

ตนและคณะผู้บริหารจึงร่วมกันผลักดันให้เชียงรายก้าวสู่การเป็น “เมืองสุขภาวะ” ที่ประชาชนมีสุขภาพดี แข็งแรง มีความสุข ผ่านความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ สสส. ที่สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ งบประมาณ และการฝึกอบรม จนบุคลากรท้องถิ่นและประชาชนเริ่มซึมซับแนวคิดและพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน

“สสส.เป็นผู้ให้ทั้งกำลังใจ งบประมาณ และองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ ความสุข 3 มิติ พี่น้องเชียงรายจะเข้าถึงได้ สัมผัสได้ และมั่นใจได้ว่าความสุขที่เราจะยืนอยู่บนแผ่นดินเชียงรายแห่งนี้ จะเป็นนครแห่งความสุข” นายวันชัย กล่าว

ความสำเร็จของเทศบาลนครเชียงรายในการบูรณาการงานอาหารปลอดภัยเข้ากับวิถีชุมชนเมือง เป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความตระหนักรู้และสร้างกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง งานอาหารปลอดภัยจะกลายเป็นระบบที่ยั่งยืน

แม้ในเวลาต่อมาจะสิ้นสุดระยะการสนับสนุนทุนจาก สสส. แต่กลไกการผลิตและการบริโภคอาหารปลอดภัยในเขตเทศบาลนครเชียงรายก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยศักยภาพของตนเอง กลายเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่พร้อมส่งต่อบทเรียนและความรู้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วจังหวัด

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า เครือข่ายต่อยอดจากฐาน “ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่” ที่กระจายอยู่ทุกอำเภอของจังหวัดเชียงรายอยู่แล้ว โดยดึงพลังวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาเสริม จนขยายจาก 1 อำเภอ สู่ 4 โซน 14 อำเภอ ก่อนลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนงานใน 3 ระดับ คือ จังหวัด อำเภอ และชุมชนท้องถิ่น

“เมื่อเห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากโมเดลต้นน้ำในเขตเทศบาลนครเชียงราย สสส. โดยสำนัก 3 จึงสนับสนุนการยกระดับและขยายผลโครงการไปสู่พื้นที่ 18 อำเภอทั่วจังหวัดเชียงราย โดยมีบริษัท ฟอร์เวิร์ด ซี จำกัด เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ในการบริหารจัดการ ประสานความร่วมมือ และเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน” ดร.นิสา กล่าว

สำหรับการขยายเครือข่ายอาหารปลอดภัย ไปทั้ง 18 อำเภอนั้น ดร.ทัศนีย์ เปิดเผยว่า สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงการไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่นำเครือข่ายเกษตรกรที่ใช้ระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ซึ่งมีฐานเดิมกระจายอยู่แล้วในทุกอำเภอมาต่อยอด

โดยมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นหลายด้าน เริ่มจากการอบรมเกษตรกรทั่วเชียงรายไม่น้อยกว่า 1,800 คน เฉลี่ยอำเภอละ 100 คน ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานความปลอดภัยของไทยอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ยังเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้สารเคมี หันมาทำปุ๋ยอินทรีย์และปลูกผักปลอดภัยในครัวเรือนมากขึ้น เกิดพื้นที่สีเขียวปลอดภัยเพิ่มขึ้นรวม 1,040 ไร่ พร้อมจัดกิจกรรม “ข่วงอาหารปลอดภัย” ตามโซนพื้นที่เหนือ ใต้ ออก ตก รวม 4 ครั้ง

มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 2,000 ราย และประสานนโยบายเข้าสู่กลไกต่างๆ เช่น พชอ. โดยมีนายอำเภอ เกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ พัฒนาชุมชน และโรงพยาบาลชุมชน ร่วมขับเคลื่อนตามบริบทของแต่ละพื้นที่

“ผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้คือสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า สมมติฐานทางรัฐศาสตร์ในการขับเคลื่อนนโยบายจากล่างสู่บน (Bottom-up) นั้นเกิดขึ้นได้จริง เมื่อเราเริ่มต้นจากกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง คือการสร้างความเข้มแข็ง พัฒนาวิธีคิด และยกระดับศักยภาพของเกษตรกรผู้ผลิตจากฐานราก

จนนำไปสู่การผสานพลังร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพของ 4 เสาหลัก ทั้งภาคราชการและท้องถิ่น ภาคเกษตรกร ภาคเอกชนอย่างบริษัท ฟอร์เวิร์ด ซี จำกัด และภาควิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมี สสส. สำนัก 3 เป็นแรงหนุนเสริมสำคัญ” ดร.ทัศนีย์ กล่าวปิดท้าย

วันนี้ “อาหาร ปลอดภัย” ในจังหวัดเชียงราย ได้หยั่งรากลึกจากแปลงเกษตรเล็กๆ ในชุมชนหนองอ้อ อำเภอแม่สาย และเทศบาลนครเชียงราย ขยายกิ่งก้านกลายเป็นเครือข่ายแห่งมิตรภาพใน 18 อำเภอ สร้างระบบอาหารปลอดภัย ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้กลายเป็นวิถีชีวิต และหลักประกันด้านสุขภาพที่ยั่งยืนของชาวเชียงรายทุกคนอย่างแท้จริง


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

'เชียงราย' ปลุกพลังจาก ฐานราก สร้างเมืองอาหารปลอดภัย สู่สุขที่สมดุล