มท.ไฟเขียวเปลี่ยนชื่อ 2 หมู่บ้าน จ.เชียงใหม่ “บ้านป่าแดด-บ้านแม่อมลอง” และชื่อ “วัดป่าเสียวเก่า” แก้ปัญหาชื่อซ้ำ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ชุมชน
เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สป. ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุภาพ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอและตำบล หมู่บ้านหรือสถานที่ราชการอื่นๆ ครั้งที่ 3/2569
โดยมี น.ส.รัตนา สรภูมิ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม สำนักงานราชบัณฑิตยสภา กรมการปกครอง กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมประชุม
ที่ประชุมได้พิจารณาเสนอขอเปลี่ยนแปลงชื่อสถานที่ราชการ ได้แก่ กรมการปกครอง ได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงชื่อหมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ การขอเปลี่ยนชื่อ หมู่ที่ 2 บ้านป่าแดง ตำบลบ้านหลวง อำเภอแม่อาย กลับไปใช้ชื่อเดิมคือ “บ้านป่าแดด” เนื่องจากชื่อเดิมเกิดจากการพิมพ์ตกหล่นในประกาศกระทรวงมหาดไทย และไปซ้ำกับหมู่ที่ 5 ในตำบลเดียวกันจนทำให้ประชาชนสับสน
และการขอเปลี่ยนชื่อ หมู่ที่ 2 บ้านอมลอง ตำบลบ่อสาลี อำเภอฮอด เป็น “บ้านแม่อมลอง” เพื่อให้ตรงตามชื่อสถานที่สำคัญ ลำห้วย และตรงตามภาษากะเหรี่ยงที่หมายถึง “แม่ผู้ให้กำเนิด” ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์ชุมชนกว่า 200 ปี
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงชื่อวัดในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ จำนวน 1 แห่ง คือ การขอเปลี่ยนชื่อ “วัดบ้านเสียว” (ตั้งอยู่บ้านสามขา หมู่ที่ 11) ตำบลเสียว อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ เป็น “วัดป่าเสียวเก่า” เพื่อแก้ปัญหาชื่อตรงกันกับวัดบ้านเสียว หมู่ที่ 1 ในตำบลเดียวกัน เพื่อลดความสับสนแก่ประชาชน
ทั้งนี้ ข้อเสนอเปลี่ยนแปลงชื่อสถานที่ดังกล่าวทุกแห่ง ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น การทำประชาคมราษฎร มติสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และคณะสงฆ์ ตลอดจนได้รับความเห็นชอบจากนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดเรียบร้อยแล้ว
เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการขอเปลี่ยนแปลงชื่อสถานที่ราชการ เพื่อให้การบริหารจัดการและการเรียกชื่อสถานที่ของท้องถิ่นมีความถูกต้อง สอดคล้องกับประวัติความเป็นมา และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง