รพ.ต้นเรื่องหอบกระเช้า เงิน 4 พัน เยียวยาเด็ก 1 ขวบ ถูกผู้ช่วยพยาบาลสะเพร่า ใช้กรรไกรตัดเทปพันสายน้ำเกลือจนโดนนิ้วขาด ยังไร้เงาคนทำมารับผิดชอบ ครอบครัวแจ้งความแล้ว เตรียมร้องเรียนสาธารณสุข
จากกรณีเหตุการณ์ผู้ช่วยพยาบาลชายใช้กรรไกรตัดเทปกาวและผ้าก๊อซเพื่อถอดสายน้ำเกลือให้เด็กชายวัย 1 ขวบเศษ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ยโสธร จนเป็นเหตุให้ ปลายนิ้วชี้ข้างขวาของเด็กขาด เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง อ่านข่าว แม่ใจสลาย ผู้ช่วยพยาบาล ตัดเทปพันสายน้ำเกลือพลาดทำนิ้วลูกขาด
ล่าสุดวันที่ 12 ก.ย.69 คณะแพทย์ศัลยกรรมเฉพาะทางมือและข้อมือ ของ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ได้ระดมกำลังผ่าตัดต่อนิ้วชี้ท่อนปลายให้แก่เด็กชายสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ที่ผ่านมา โดยต้องใช้ความพยายามผ่าตัดถึง 2 รอบ เนื่องจากเส้นเลือดของเด็กมีขนาดเล็กมาก แพทย์ระบุยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเนื่องจากน้องมีอาการระบมแผล ร้องไห้ผวา และมีผลข้างเคียงจากการใส่ท่อช่วยหายใจ
ขณะที่ น.ส.วิภาพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี แม่ของเด็ก เปิดเผยว่า ลูกชายรักษาตัวด้วยอาการไข้หวัดจนหายดี และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ระหว่างรอถอดสายน้ำเกลือ ผู้ช่วยพยาบาลชายได้นำกรรไกรตัดกระดาษซึ่งไม่ใช่เครื่องมือแพทย์มาสอดตัดเทปกาวอย่างไม่ระมัดระวัง พยายามตัดซ้ำหลายครั้งจนนิ้วลูกขาดหลุดออกมาพร้อมผ้าเทป ทั้งนี้ ตั้งเกิดเหตุ ผู้ช่วยพยาบาลรายดังกล่าวยังไม่เคยปรากฏตัวมาแสดงความรับผิดชอบ หรือกล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวเลยแม้แต่คำเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านมาตรการเยียวยาจากโรงพยาบาลต้นเรื่อง มีเพียงตัวแทนผู้บริหารเดินทางนำกระเช้าผลไม้และมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 4,000 บาทให้กับครอบครัว ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างหนักว่าไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียและอนาคตของเด็ก
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่อาคารผู้ป่วยนอกของ รพ.ดังกล่าว กลับพบว่า อาคารปิดไฟเงียบสนิท ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำการ และยังไม่มีการออกแถลงการณ์ชี้แจงมาตรการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ หรือแผนการเยียวยาความเสียหายระยะยาวแก่ครอบครัวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
ทั้งนี้เพจดังและกลุ่มวิชาชีพพยาบาล ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดโรงพยาบาลปล่อยให้ “ผู้ช่วยพยาบาล” เป็นผู้ทำการถอดสายน้ำเกลือ ซึ่งตามมาตรฐานสาธารณสุขเป็นหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพ เว้นแต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด พฤติกรรมนี้เข้าข่ายความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ครอบครัวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาเรียบร้อยแล้ว และเตรียมร้องเรียนต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและค่าชดเชยเยียวยาในระยะยาวต่อไป