สธ. ผนึก รพ.เอกชน 400 แห่ง คุมเข้ม หนังสือรับรอง “การเกิด” สกัด กระบวนการ “พ่อทิพย์” กำหนด 4 แนวทาง รักษาความน่าเชื่อถือระบบสัญชาติไทย ป้องกันสวมสิทธิ สร้างความมั่นคงชาติ

16 ก.ย. 69 – ที่อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิด “การประชุมชี้แจงมาตรการในการกําหนดแนวทางการออกหนังสือรับรองการเกิดสถานพยาบาลเอกชน”

โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหาร/บุคลากรกรม สบส. และผู้แทนโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ กว่า 400 แห่ง เข้าร่วม

นายพัฒนา กล่าวว่า ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมสแกมเมอร์ชาวจีน ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงิน โดยมีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าไปยังภรรยาชาวจีน ซึ่งมีบุตรที่ล้วนมีสัญชาติไทย จึงนำไปสู่การสืบสวนเชิงลึก

จนพบว่า มีการจ้างวานชาวไทยมาจดทะเบียนสมรส เพื่อให้เด็กที่เกิดได้มาซึ่งสัญชาติไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับแจ้งเกิดช่วยเหลือ ในการแจ้งเกิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

“สธ. จึงมีข้อสั่งการให้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำเนินการร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เข้าร่วมปฏิบัติการ ‘ย้อนเกล็ดมังกร’ กวาดล้างขบวนการ พ่อทิพย์ จนสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย แต่ใช่ว่าปัญหา พ่อทิพย์จะหมดไป ตราบใดที่กระบวนการตรวจสอบ การเชื่อมโยงข้อมูลยังขาดความครอบคลุม

ประการสำคัญ หากบุคลากรที่เกียวข้อง ยังมีการทุจริตออกเอกสารเท็จ หรือรับรองข้อมูลการเกิดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงต้องป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ถึงมาตรการ แนวทางการออกหนังสือรับรองการเกิดให้แก่บุคลากรของสถานพยาบาล ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อขจัดขบวนการพ่อทิพย์ให้หมดไปจากประเทศไทย” นายพัฒนา กล่าว

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ภาครัฐ และเอกชน จะต้องบูรณาการความร่วมมือในการป้องกัน ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง มิให้กระบวนการแจ้งเกิด ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาสัญชาติโดยมิชอบ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบสัญชาติไทย ป้องกันการสวมสิทธิ และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

ด้าน นพ.ภูวเดช กล่าวว่า การจัดประชุมในวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีให้ผู้แทนของโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ กว่า 400 แห่ง ได้ร่วมรับฟัง ทำความเข้าใจต่อมาตรการในการกําหนดแนวทางการออกหนังสือรับรองการเกิด (แบบ ท.ร.1/1)

โดยกำหนดแนวทาง การออกหนังสือรับรอง การเกิดของเด็ก ที่เกิดในสถานพยาบาล กรณีมารดาต่างชาติ และบิดาไทย ไว้ 4 แนวทาง ได้แก่ 1. ขอบเขตการรับรองของสถานพยาบาล สถานพยาบาลต้องตระหนักถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด

อาทิ รับรองเพียงเหตุการณ์การเกิดที่เกิดขึ้นจริง ณ สถานพยาบาล (วัน เวลา สถานที่ วิธีการคลอด) หรือหากมีข้อสงสัยในความสัมพันธ์บิดา-บุตร ให้สถานพยาบาลแนะนำบิดามารดาทำการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จากสถาบันที่รัฐรับรอง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของนายทะเบียน

2. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ย้อนหลังได้ ทั้งประวัติการฝากครรภ์ ข้อมูลการสมรส บันทึกข้อมูลลงระบบโดยอ้างอิงจากเอกสารแสดงตนฉบับจริงของบิดามารดาเท่านั้น

อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ต้องนำข้อมูลหนังสือ ท.ร.1/1 เข้าสู่ ระบบให้บริการหนังสือรับรองการเกิดของกรมการปกครองทันที เพื่อป้องกันการกลับมาแก้ไขข้อมูลภายหลัง 3.การบริหารจัดการบทบาทและหน้าที่ ห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งทำหน้าที่รวบยอดเพียงคนเดียวเด็ดขาด โดยแบ่งแยกหน้าที่

อาทิ พยาบาล/ผู้ทำคลอด: รับรองเฉพาะข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียน บันทึกข้อมูลตามเอกสารสิทธิ และตรวจสอบความถูกต้องกับฐานข้อมูลรัฐ และผู้มีอำนาจลงนาม ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลทั้งหมดในภาพรวมก่อนลงนามรับรอง

และ 4. มาตรการป้องกันการทุจริต และข้อห้ามปฏิบัติ สถานพยาบาล ต้องไม่อำนวยความสะดวกในการไปจดทะเบียนแจ้งเกิด แทนที่อำเภอ/เขต โดยเด็ดขาด ต้องให้บิดามารดาหรือเจ้าบ้านไปดำเนินการเอง

และห้ามออกหนังสือ ท.ร.1/1 ให้เด็กที่ไม่ได้เกิดในโรงพยาบาล เว้นกรณีส่งต่อฉุกเฉินที่มีพยาบาลตัดสายสะดือระหว่างทาง ให้โรงพยาบาลที่มีส่วนร่วมรักษาเป็นผู้ออกเอกสาร

อีกทั้ง มีการย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ เฝ้าระวัง หากพบความผิดปกติ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของบิดา-มารดา ซึ่งจะต้องแจ้งผู้บริหาร เพื่อทำการตรวจสอบทันที ได้แก่

1. มารดาต่างชาติไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานของบิดา หรือระบุสถานที่ทำงานของบิดาไม่ได้ 2. บิดาไม่มาปรากฏตัว หรือไม่มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาระหว่างที่มารดาพักฟื้นเลย

3. สถานที่ฝากครรภ์ไม่สอดคล้องกับที่พักอาศัยปัจจุบันโดยไม่มีเหตุผลอันควร และ 4. มีความพยายามขอเปลี่ยนชื่อบิดา ในเวชระเบียน หลังจากที่ได้บันทึกประวัติการเกิดไปแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน