“ทนายอนันต์ชัย” แจงกรณีปมเงินบริจาค 40 ล้านบาท ยันพระมหาธีรนาถไม่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ยังสรุปไม่ได้ว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริงหรือไม่ จี้ถามเอกสารหลุดถึงสื่อได้อย่างไร

วันที่ 16 ก.ย.2569 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม กล่าวระหว่างแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าว ที่ที่วัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น กรณีประเด็น ตรวจสอบเจ้าอาวาสวัดป่าภูผาสูง กับพวกปมเงินบริจาคของวัด 40 ล้านบาท ซึ่งมีการนำประเด็นดังกล่าวไปเสนอผ่านช่องทางสื่อแห่งหนึ่งนั้น

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า หลักสำคัญของเรื่องนี้ คือ ตนได้เดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ เนื่องจากเห็นว่า พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูผาสูงนั้น ไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่เป็นประธานที่พักสงฆ์ ดังนั้นจึงเห็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ไม่สามารถนำมาใช้กับพระมหาธีรนาถได้

พระบรมธาตุเจดีย์ศรีภูผาสูง กับวัดป่าภูผาสูงเป็นคนละส่วนกัน โดยวัดป่าภูผาสูง มีพระสมยศเป็นเจ้าอาวาส และพระสมยศมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ดังนั้นหากจะมีความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับพระสมยศหรือไม่ ที่ผ่านมาเคยมีผู้พยายามดำเนินการในเรื่องนี้มาแล้วประมาณสี่ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงมองว่าครั้งนี้มีการนำพระสมยศเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระมหาธีรนาถ รวมถึงประเด็นการสร้างวัด การสร้างสำนักสงฆ์ และการสร้างที่พักสงฆ์อีก 11 แห่ง

สำหรับพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็ต้องการ เนื่องจากในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเขาหัวโล้น แต่พระมหาธีรนาถได้เข้ามาบูรณาการและปลูกต้นไม้ จนกลายเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสวยงาม และมีสภาพแตกต่างจากเดิมอย่างมาก

ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดี หลังจากฝ่ายตนเข้าแจ้งความแล้ว ตามหลักการ พนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นภายใน 30 วัน ก่อนเสนอเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่

ทนายอนันต์ชัยกล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้มีการแถลงข่าวโดย ผบช.ก. และมีการระบุว่า มีการแจ้งเรื่องตั้งแต่เดือน ม.ค. และในเดือน ก.พ. ได้เสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช.ว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนปกติของกระบวนการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทราบแล้วว่าพยานหลักฐานมีความชัดเจนหรือไม่ เพราะเป็นเพียงการสอบสวนเบื้องต้น และระยะเวลา 30 วันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกระบวนการตามกฎหมาย

หลังจากเสนอเรื่องไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะตรวจสอบว่าคดีมีมูลหรือไม่ หากเห็นว่ามีมูล ก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการต่อไป หรือส่งเรื่องกลับไปดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในเดือนก.พ. มีหนังสือเรียกจากพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ออกมา ขณะเดียวกัน ในการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ พิธีกรของสื่อดังกล่าวระบุว่า ได้หลักฐานมาจากตำรวจ จึงตั้งคำถามว่า หากสำนวนการสอบสวนอยู่กับตำรวจ แล้วบุคคลภายนอกรู้ข้อมูลดังกล่าวได้อย่างไร

โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ เพราะสำนวนอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ บก.ปปป. และเมื่อเรื่องถูกส่งไปยัง ป.ป.ช.แล้ว เอกสารดังกล่าวสามารถถูกนำออกมาได้อย่างไร โดยเอกสารมีรายละเอียดเกี่ยวกับวันและเวลาการรับส่งอย่างชัดเจน จึงเห็นว่าผู้เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ว่า หนังสือหรือเอกสารดังกล่าวไปอยู่กับพิธีกรคนดังกล่าวได้อย่างไร

พร้อมระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องตอบในประเด็นดังกล่าวทันที แต่เมื่อพิธีกรระบุเองว่าได้รับหลักฐานมาจากตำรวจ ก็ยิ่งทำให้ต้องตรวจสอบถึงที่มาของเอกสารและกระบวนการนำเอกสารออกมา

ทนายอนันต์ชัยย้ำว่า เรื่องทั้งหมดเพิ่งอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น เปรียบเสมือนกรณีที่มีผู้เข้าแจ้งความแล้วมีการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยพนักงานสอบสวนยังไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน ดังนั้น การระบุว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนแล้ว หรือเป็นพยานหลักฐานที่มาจากการสอบสวนอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ถูกต้อง เพราะยังต้องผ่านกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวน และสอบสวนข้อเท็จจริง

ในกรณีนี้ยังไม่ได้มีการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน แต่กลับมีการพูดถึงข้อกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกง หรือนำเงินที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไปแสวงหาประโยชน์ ซึ่งตนเห็นว่าไม่ถูกต้องที่จะสรุปเช่นนั้นในขั้นตอนนี้ เพราะกระบวนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ และฝ่ายที่ถูกกล่าวหายังสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้ ถ้อยคำและข้อมูลทั้งหมดที่มีการพูดหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิทนายกองทัพธรรม สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ หากเห็นว่ามีประเด็นที่ไม่ถูกต้อง และทางมูลนิธิจะนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ บก.ปปป.อย่างแน่นอน

เอกสารที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้น ในมุมมองของตนยังเป็นเพียงเอกสารในขั้นตอนการสอบสวนเบื้องต้น ยังไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อกล่าวหาต่าง ๆ เป็นความจริงหรือไม่ แต่ทุกประเด็นทางมูลนิธิสามารถชี้แจงและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงได้ และระยะเวลาเพียง 30 วัน จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสอบสวนได้ครบถ้วนเพียงใด โดยยืนยันว่าไม่ต้องการพูดถึงเรื่องดังกล่าวซ้ำไปซ้ำมา แต่ต้องการให้กระบวนการดำเนินไปตามข้อเท็จจริงและขั้นตอนของกฎหมาย

โดยแนวทางการทำงานของมูลนิธิทนายกองทัพธรรมว่า แตกต่างจากบุคคลหรือผู้ที่นำเรื่องดังกล่าวไปพูดหรือเผยแพร่ข่าว โดยมูลนิธิทำงานด้วยจิตอาสา ไม่มีผลประโยชน์และไม่มีค่าใช้จ่ายตอบแทนในการดำเนินงาน แต่ทำงานด้วยความศรัทธาและบุญกุศล ขณะที่บุคคลที่ออกมาพูดอาจได้รับรายได้จากค่าโฆษณาหรือชื่อเสียง แต่ทางมูลนิธิไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้น และยืนยันว่ามีเป้าหมายเพียงการช่วยเหลือและปกป้องพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน