ตร.ไซเบอร์ ปิดบัญชีม้า ตามล่าเงินส่งคืนผู้เสียหาย 2 ราย ข้าราชการสาวถูกหลอกให้โอนเงินพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนอีกรายถูกชวนทำกิจกรรม แลกค่าตอบแทน ยอดคืนกว่า 1.3 ล้านบาท
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 21 ก.ย.2569 ที่บก.สอท.3 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย ตำรวจ กก.3 บก.สอท.3 แถลงผลติดตามเงินจากคดีหลอกลวงออนไลน์ ก่อนส่งคืนผู้เสียหายหญิง 2 ราย รวม 1,339,649 บาท พร้อมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินกลับคืนผู้เสียหาย
พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า การจับกุมทั้ง 2 รายนั้น รายแรกผู้เสียหายเป็นหญิงข้าราชการ ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้รับโทรศัพท์จากผู้ก่อเหตุ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่าชื่อของผู้เสียหายถูกนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำผิด ก่อนโอนสายให้บุคคลอีกคน ซึ่งอ้างเป็นตำรวจระดับ พ.ต.ท.สังกัด สภ.เมืองเลย กล่าวหาว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน พร้อมส่งเอกสารราชการปลอม และข่มขู่ว่าจะถูกอายัดบัญชี และให้ออกจากราชการ หากไม่โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ผู้เสียหายจึงนำเงินของตนเองและกู้จากญาติมาโอนรวม 1,000,000 บาท
ต่อมาผู้ก่อเหตุพยายามเรียกเงินเพิ่มอีก 1,000,000 บาท โดยอ้างว่าเงินก้อนแรกยังตรวจสอบ และอายัดไม่ได้ ทำให้ผู้เสียหายเริ่มผิดสังเกต ปรึกษาคนรอบข้าง และโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 จนสามารถระงับเงินก้อนแรกไว้ได้ทัน

ทั้งนี้ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 นำชุดสืบสวนตรวจสอบพยานหลักฐาน และเส้นทางการเงิน พบว่าเงิน 1,000,000 บาท ถูกโอนเข้าบัญชีม้าแถวที่ 1 ชื่อบัญชี น.ส.จิราวรรณ ก่อนถูกโอนต่อในเวลาไล่เลี่ยกัน ไปยังบัญชีม้าแถวที่ 2 ชื่อบัญชี น.ส.พัชรภรณ์ และมีการถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม 2 ครั้ง รวม 330,000 บาท
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ประสานอายัดบัญชีของ น.ส.พัชรภรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และพบยอดคงเหลือ 1,370,413.84 บาท ซึ่งรวมเงินของผู้เสียหายจำนวน 1,000,000 บาท
ต่อมาพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 ออกหมายเรียก น.ส.จิราวรรณ อายุ 21 ปี ชาวหนองคาย และ น.ส.พัชรภรณ์ อายุ 44 ปี ชาวลำปาง เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย”
ผบช.สอท.กล่าวต่อว่า รายต่อมาผู้เสียหายหญิง พบเพจเฟซบุ๊กชื่อ “LLAMITO SUPERFOOD STORD” โฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พร้อมเชิญชวนให้ลงทะเบียน รับผลิตภัณฑ์ไปรับประทานฟรี เมื่อเพิ่มเพื่อนทางไลน์ ผู้ก่อเหตุได้ชักชวนให้ทำกิจกรรมเปิดการมองเห็น ด้วยการกดติดตามสินค้าเพื่อแลกค่าตอบแทน รวมถึงอ้างถึงการสมัครสมาชิก การขายอาหารเสริม การแบ่งปันผลประโยชน์และรายได้ ก่อนให้ผู้เสียหายโอนเงินทำกิจกรรมหลายครั้ง แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ทำให้เสียหายรวม 4,550,878 บาท

พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนศาลจังหวัดนครราชสีมาอนุมัติหมายจับ ผู้เกี่ยวข้อง 12 ราย ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น โดยทุจริตหรือหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน
โดย ผู้เสียหายในคดีที่ 2 โอนเงินประมาณ 10 ครั้งรวมกว่า 4 ล้านบาท ก่อนรู้ตัวในการโอนครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นเงินกว่า 300,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงอายัดได้เฉพาะยอดสุดท้าย ส่วนเงินที่โอนไปก่อนหน้านั้นผ่านมาหลายเดือนแล้ว จึงไม่สามารถติดตามคืนได้
พร้อมระบุว่า ปัจจุบันมีคดีลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณวันละ 700–800 เรื่อง ประชาชนจึงควรมีสติ พิจารณาข้อมูลทุกด้าน และยึดหลัก ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ทั้งนี้หากรู้ตัวหรือสงสัยว่ากำลังถูกหลอก ควรรีบโทร 1441 เพราะความรวดเร็วเป็นเงื่อนไขสำคัญในการระงับบัญชีและติดตามเงินกลับคืน โดยครั้งนี้ตำรวจสามารถนำเงิน 1,000,000 บาท และ 339,649 บาท รวม 1,339,649 บาท ส่งคืนผู้เสียหายทั้ง 2 รายได้สำเร็จ