กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯชัชชาติ ย้ำยังไม่วิกฤต ติดตามสถานการณ์ฝน อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ประมาทสั่งทุกเขตพร้อมรับมือ เร่งจัดการขยะอุดหน้าท่อ กำชับเฝ้าระวังชุมชนริมน้ำ เชื่อรอบนี้ไม่น่ามีปัญหา
23 ก.ย. ที่อาคารอื้อจือเหลียง เขตบางรัก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่และการเตรียมพร้อมรับมือว่า ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ เตือนเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมาก ในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย.นี้
ได้สั่งให้ไปสำรวจตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะจุดที่ท่วมซ้ำซากเช่น ซอยเสนานิคม 1 ซอยรามอินทรา 5 โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีปัญหาบริเวณคลองลาดพร้าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ล่าสุดได้สั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อม โดยเฉพาะการจัดการเรื่องปัญหาขยะหน้าท่อ เพราะครั้งที่แล้วมีปัญหาเมื่อฝนตกลงมา มีขยะไปอุดหน้าท่อ จึงได้สั่งการให้ฝ่ายรักษาความสะอาดฯของทุกเขต เตรียมพร้อมเรื่องนี้แล้ว
ส่วนปัญหาน้ำเหนือที่ไหลมา ขณะนี้ปริมาณยังไม่สูงมาก โดยมีปริมาณการไหลอยู่ที่ 1500 ลบ.ม.ต่อวินาที ถือว่าไม่ได้เยอะมาก ไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤต แต่ทั้งนี้สั่งการให้เฝ้าระวังชุมชนริมน้ำอยู่ตลอด
ส่วนกรณีมีกระแสบนโลกออนไลน์ โดยประชาชนให้ความสนใจเรื่องฝนตกหนัก และตกแช่ในพื้นที่ กทม. จนมีน้ำรอระบายในหลายเขตนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้ติดตามพยากรณ์อากาศอยู่ตลอดเวลา จะตกแช่หรือไม่นั้น ต้องดูที่สภาพของลมด้วย
แต่ กทม. เตรียมความพร้อมไว้มากที่สุดแล้ว เพื่อไม่ประมาทเมื่อมีคนทักก็ต้องฟัง ในส่วนของกทม.ดูพยากรณ์อากาศเป็นรายวัน และรายสัปดาห์ ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณอะไรเตือนว่าอยู่ในระยะวิกฤตที่จะมีฝนตกหนัก
สำหรับกรณีที่กรมอุตุนิยมวิทยา มีประกาศว่าจะมีฝนตกในพื้นที่กทม.มากถึง 120 มม และอาจจะเป็นช่วงที่มีน้ำเหนือลงมาสมทบนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า จะต้องแยกเป็นสองส่วน เรื่องน้ำเหนือก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องดูแลไม่ให้ท่วมคันกั้นน้ำ ส่วนเรื่องน้ำฝนในพื้นที่สั่งการให้มีการพร่องน้ำรอ และดูเรื่องการอุดตันของท่อระบายน้ำ ไม่ให้มีขยะไปขวางกั้นการไหลของน้ำ
ดังนั้น ต้องบอกว่า ช่วงเวลาที่ฝนตกใน กทม. กับช่วงเวลาที่ กรมชลประทานระบายน้ำลงมา จะไม่ประจวบเหมาะมาพร้อมกัน เพราะปัจจุบัน กทม. ไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำอยู่แล้ว แต่ใช้วิธีเป็นการสูบน้ำข้ามคัน ออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อว่า รอบนี้คงไม่ได้มีปัญหาขั้นวิกฤต ที่จะมีน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาท่วมสูงข้ามคันกั้นน้ำ คงไม่วิกฤติถึงขนาดนั้น