สสส. หนุนสังคมไทย ปรับตัวรับมือสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เร่งเปลี่ยนมุมมองส่งเสริมผู้สูงอายุมีสุขภาวะดี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัย
เนื่องในวันผู้สูงอายุสากล วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านประชากรว่า โจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัยในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือทำอย่างไรให้คนไทยมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาวะดีให้ยาวนานที่สุด และลดระยะเวลาที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นให้สั้นที่สุด

ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยข้อมูลในปี 2567 พบว่ามีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงประมาณ 13.68 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าภายในปี 2576 สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) อย่างเต็มตัว
นางภรณี กล่าวต่อไปว่า สสส. มุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคมจากการ “รอให้ป่วยแล้วจึงรักษา รอให้พึ่งพิงแล้วจึงดูแล” ไปสู่แนวคิดเชิงรุกคือ “สร้างนำซ่อม” โดยเน้นการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่วัยสูงอายุ
ซึ่งครอบคลุมคนทุกช่วงวัยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เช่น การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม การลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การป้องกันอุบัติเหตุจากการหกล้ม การป้องกันภาวะสมองเสื่อม ตลอดจนการวางแผนความมั่นคงทางการเงิน และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือแนวคิด “สูงวัยในถิ่นเดิม” (Aging in Place) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และยังคงมีความเชื่อมโยงกับสังคม โดยจำเป็นต้องเร่งสร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” (Care Ecosystem) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบบริการสุขภาพ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เนื่องจากในปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง และมีแนวโน้มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อาศัยตามลำพังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของการสร้างนวัตกรรมสังคม สสส. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายเร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการสำคัญ เช่น “ธนาคารเวลา” (Time Bank) ซึ่งเป็นการนำเวลาในการช่วยเหลือดูแลกันมาสะสมเป็นทุนทางสังคม ให้คนในชุมชนหมุนเวียนมาดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็สามารถใช้ทักษะความสามารถที่มีอยู่ไปช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชนได้เช่นกัน
รวมถึงการขับเคลื่อนแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกวัยผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบเพื่อทุกคน” (UDC) ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง ให้ผู้สูงอายุสามารถออกมาทำกิจกรรมและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ
“เราต้องเปลี่ยนจากนโยบายสำหรับผู้สูงอายุ ไปสู่นโยบายเพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพของคนทุกวัย หรือ Longevity for All ผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการหรือเป็นภาระของสังคม แต่พวกเขาคือทุนมนุษย์ที่ยังคงเต็มไปด้วยความรู้ ประสบการณ์ และทักษะที่สามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้
ขณะเดียวกัน สังคมต้องปรับค่านิยมใหม่โดยไม่อาศัยเรื่องอายุมาเป็นข้อจำกัดของโอกาส ผู้สูงวัยที่ยังมีศักยภาพต้องมีพื้นที่ให้ทำงาน ส่วนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ” นางภรณี เน้นย้ำ
ด้าน พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ให้มุมมองทางด้านโครงสร้างประชากรว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์มาแล้วและกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างประชากรวัยแรงงานและผู้สูงอายุขยายกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือการนำแนวคิด “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)” มาปรับใช้ โดยเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากเดิมที่เป็นเพียงผู้รับบริการ ให้กลายเป็นทั้ง “ผู้รับและผู้ให้”
รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในภาคการผลิตของประเทศ โดยต้องส่งเสริมให้เกิดการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนสูงวัย ทั้งเรื่องการออม การลงทุน และการสร้างหลักประกันชีวิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
“โจทย์สำคัญคือเราจะทำอย่างไรเพื่อดึงผู้สูงอายุกลับเข้ามาสู่ระบบการผลิตและสร้างผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องดึงพวกเขากลับมาทำงานในรูปแบบเดิมเสมอไป เนื่องจากข้อมูลชี้ชัดว่าผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 80-90 ยังคงทำงานอยู่ในภาคอิสระ
ดังนั้น การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานภาคการเกษตร ประมง และอาชีพอิสระ พร้อมทั้งออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ เช่น การทำงานเป็นช่วงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องทำเต็มเวลา และร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมให้มองว่าการที่ผู้สูงอายุยังคงทำงานอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ” พญ.ลัดดา กล่าว
พญ.ลัดดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ภาคการผลิตได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงาน ทั้งในเรื่องบริการสาธารณะ ระบบขนส่งที่ปลอดภัย การดูแลด้านอาชีวอนามัย และการออกแบบสถานประกอบการให้สอดคล้องกับสุขภาพของผู้สูงวัย แม้ผู้สูงอายุจะมีโรคประจำตัวหรือโรค NCDs ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำงานได้ เพียงแต่ต้องมีการประเมินสภาพร่างกายและจัดสรรงานให้เหมาะสม
นอกจากนี้ แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้สถานประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีข้อจำกัดในการสร้างแรงจูงใจแก่นายจ้าง เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการทำงานเฉพาะบางช่วงเวลา หรือต้องการงานที่ตรงกับทักษะเฉพาะด้าน
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนากฎระเบียบ กติกา และระบบสนับสนุนการจ้างงานให้มีความชัดเจนและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม และนำพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยสุดยอดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
