ชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยา ปรับเพิ่มระบายน้ำ 2,400 ลบ.ม. น้ำเอ่อท่วม ต.หาดอาษา อ.สรรพยา กว่า 400 หลังคาเรือน ชาวบ้าน เร่งขนของอพยพ ตั้งเต็นท์ริมถนนสายคันคลองมหาราช
1 ต.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กรมชลประทาน ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ช่วงกลางดึก ที่ผ่านมา จาก 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากวันก่อน 24 เซนติเมตร
โดยสถานการณ์น้ำ ณ เวลาปัจจุบัน 1 ต.ค. 69 ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,604 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ขณะที่สถานีวัดน้ำ C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.81 เมตร (รทก.) และระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนปริมาณน้ำด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.46 เมตร (รทก.) ระดับน้ำห่างจากตลิ่งเพียง 0.88 เมตร (รทก.)
ทั้งนี้ ช่วงเวลา 08.00 น. ที่ผ่านมา เขื่อนเจ้าพระยา ได้เริ่มทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากอัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นอัตรา 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในเวลา 13.00 น. (อัตราการเพิ่มชั่วโมงละประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอีก
สถานการณ์ดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยมวลน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา แล้วกว่า 400 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูงสุดท่วมสูงถึงระดับเอว
ทำให้ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจร พร้อมทั้งเร่งอพยพและขนย้ายข้าวIข้าวของ ตลอดจนทรัพย์สินมีค่ามาอาศัยนอนพักพิงชั่วคราวภายในเต็นท์ริมถนนสายคันคลองมหาราช ซึ่งตั้งเรียงรายเป็นแนวยาวหลายกิโลเมตร
ด้าน ชาวบ้านหมู่ 3 ตำบลหาดอาษา เปิดเผยว่า ปีนี้ประเมินว่า สถานการณ์อาจจะไม่รุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา แต่น้ำมาเร็วมาก โดยทางเทศบาลได้ประกาศแจ้งเตือนให้เก็บข้าวของล่วงหน้าตั้งแต่ 2 วันก่อน ทำให้ทรัพย์สินไม่ได้รับความเสียหาย
สำหรับตนและครอบครัว ต้องย้ายออกมานอนริมถนน ซึ่งยังไม่รู้ว่า สถานการณ์จะกินเวลานานเท่าใด อาจจะ 1–2 เดือน คนในพื้นที่ต่างมีความคุ้นเคยกับปัญหาน้ำท่วมเป็นอย่างดี แม้จะไม่อยากให้เกิดขึ้นเพราะสร้างความเสียหายและกระทบต่อสุขภาพจิต แต่ก็ต้องยิ้มสู้ต่อไป
ขณะที่ ชาวบ้านผู้ประสบภัยอีกราย เปิดเผยว่า มวลน้ำในปีนี้มาจำนวนมากและไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็วทำให้ระดับน้ำในบ้านสูงถึงเอว โชคดีที่ทางเทศบาลตำบลหาดอาษาได้ประกาศแจ้งเตือนให้ยกของขึ้นที่สูงและอพยพออกนอกพื้นที่ทันท่วงที
ทำให้ชาวบ้านสามารถขนย้ายสิ่งของมาไว้ริมถนนได้อย่างปลอดภัย ไม่มีบ้านเรือนใดได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากยังคงมีอยู่เนื่องจากต้องมาสร้างที่พักพิงชั่วคราวและเช่าเต็นท์นอนริมถนน ขณะเดียวกันก็ต้องเดินทางไปทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำทำให้ต้องอดทนและสู้ต่อไปตามวิถีชีวิตที่เป็นมาตั้งแต่เกิด
