เชียงราย ประกาศ เตือนภัยเร่งด่วน ห้ามประชาชนใช้น้ำแม่น้ำสาย อุปโภค-บริโภค หลังตรวจพบสารปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 28 เท่า-เพิ่มความเข้มงวดกระบวนการผลิตน้ำประปา
วันที่ 1 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงนามในประกาศจังหวัดเชียงราย เรื่องการยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำสาย กรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในระดับสูง ซึ่งก่อนหน้านี้กรมควบคุมมลพิษได้รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำพบว่าแม่น้ำสายมีสารหนูสูงกว่ามาตรฐานถึง 28 เท่า และสารตะกั่วสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า
เนื้อหาในประกาศดังกล่าวระบุว่า จากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในช่วงที่ผ่านมา พบการปนเปื้อน ของสารหนู (Arsenic) และตะกั่ว (Lead) ในระดับที่สูงกว่าค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้อง จึงมีความจำเป็นต้องดำเนิน มาตรการป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ต่อสุขภาพของประชาชน
จังหวัดเชียงราย จึงขอประกาศให้หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบกิจการ และประชาชน ในพื้นที่เฝ้าระวังประกอบด้วย ตำบลแม่สาย ตำบลโป้งผา ตำบลศรีเมืองชุม ตำบลเวียงพางคำ และตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ปฏิบัติดังนี้
- ให้หลีกเลี่ยงการนำน้ำจากแม่น้ำสายมาใช้โดยตรง โดยเฉพาะการผลิตน้ำดื่ม ประกอบอาหาร ทำน้ำแข็ง แปรรูปอาหาหาร ล้างภาชนะ หรือใช้ในกิจกรรมอื่นที่อาจทำให้สารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย ยกเว้นกรณีที่มีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อลลดการปนเปื้อนของโลหะหนักในน้ำก่อนนำมาใช้อุปโภค-บริโภค
- ให้หน่วยงานทุกแห่งที่ดำเนินการผลิตน้ำประปาโดยใช้น้ำดิบจากแม่น้ำสาย เพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการ/ชั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ และให้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพแล้ว ก่อนจ่ายเข้าสู่ระบบประปา เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน
- ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ำจากบริเวณที่ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาบริโภค โดยเฉพาะเครื่องในปลาและสัตว์หน้าดิน อาทิ กุ้ง หอย เพื่อลดความเสียงทางสุขภาพ
- ในกรณีที่ได้รับการแจ้งเตือนว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในน้ำประปา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำสำหรับประชาชน ของกรมอนามัย ตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับบับนี้
- จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยง อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป
“การยกระดับเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำสายตามประกาศฉบับนี้ เป็นมาตรการป้องกัน ชั่วคราว เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันว่าคุณภาพน้ำอยู่ในระดับที่สามารถใช้ประโยชน์ ได้อย่างปลอดภัย หรือมีประกาศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น จึงประกาศมาเพื่อทราบ และถือปฏิบัติโดยทั่วกัน”ประกาศจังหวัดเชียงราย ระบุ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 7/2569
โดยมีหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามสถานการณ์มลพิษข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อสุขภาพและห่วงโซ่อาหาร พร้อมกำหนดแผนปฏิบัติการเชิงรุกรับมือในระยะยาว
ในที่ประชุม น.ส.ปิยนุช ทรวงคำ ผู้อำนวยการส่วนจัดการคุณภาพน้ำ อากาศ และเสียง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) จ.เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์จากผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดิน แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 22 จากการเก็บตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งพบว่าสารหนูและโลหะหนักพุ่งสูง
โดยผลตรวจวัดในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกพบสารหนู (Arsenic) สูงกว่ามาตรฐาน WHO และกฎหมายไทยถึง 28 เท่า บางจุดสูงถึง 0.284 มก./ล. จากเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 0.01 มก./ล. และพบสารตะกั่ว (Pb) สูงเกินค่ามาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินหลายเท่าตัว โดยที่สถานีบ้านหัวฝายพบ 0.266 มก./ล. และสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 พบ 0.193 มก./ล.
นายองอาจ คณุตม์วงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จากผลการตรวจคุณภาพน้ำดังกล่าว ทางจังหวัดจึงได้ประกาศเตือนภัยเร่งด่วนเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศเมียนมา ส่งผลให้แม่น้ำสายเกิดการปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน
ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบลในอำเภอแม่สาย ได้แก่ ตำบลแม่สาย ตำบลโป่งผา ตำบลศรีเมืองชุม ตำบลเวียงพางคำ และตำบลเกาะช้าง ทางการจึงประกาศให้ประชาชนงดใช้น้ำดิบจากแม่น้ำสายโดยตรงในการอุปโภคบริโภค งดจับและบริโภคสัตว์น้ำ รวมถึงให้สัตว์เลี้ยงหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำดังกล่าว พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานผลิตน้ำประปาเพิ่มความเข้มงวดสูงสุดในการกรองและตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยก่อนจ่ายเข้าระบบทันที
ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามพืชเกษตรและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนจาก สกสว. โดยได้นำเสนอแผนการตรวจสอบดิน น้ำ และผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการเริ่มเก็บตัวอย่างรอบแรกจำนวน 100 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคม 2569 และแบ่งโซนพื้นที่ศึกษาเปรียบเทียบเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี (ใช้ปลูกข้าวโพดหรือพืชผักสวนครัวในฤดูแล้ง)
- พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2567 (มีดินตะกอนตกค้างทับถม)
- พื้นที่ไม่เคยถูกน้ำท่วม (มีระยะห่างจากแหล่งน้ำ 500-1,000 เมตร)
นอกจากนี้ จะร่วมมือกับ GISTDA ทำแผนที่น้ำท่วม และร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอ/ตำบล ลงพื้นที่สืบค้นข้อมูลการใช้สารเคมีพร้อมระบุยี่ห้อ เพื่อวิเคราะห์ต้นตอการปนเปื้อนอย่างแม่นยำ โดยจะเริ่มเก็บตัวอย่างจุดแรกที่พื้นที่ท่าตอน (เขตนอกพื้นที่ชลประทาน)
ในที่ประชุมยังได้หารือและแลกเปลี่ยนถึงระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสถานีเตือนภัยอัตโนมัติ เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุก โดยเฉพาะข้อจำกัดด้าน “เวลาและความล่าช้าในการเก็บตัวอย่าง (Time Lag)” ของภาครัฐ
ซึ่งปกติมักเก็บเพียงรอบเวลาปกติ (น้ำผิวดินเดือนละ 2 ครั้ง ส่วนตะกอนดิน 2 เดือนเก็บ 1 ครั้ง) ทำให้ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่มวลน้ำพิษมีความผันผวนสูงตลอด 24 ชั่วโมง และไม่สามารถสะท้อนค่าการปนเปื้อนตามความเป็นจริงได้ทันท่วงที
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)กล่าวว่า ทีมนักวิจัย มช. ภายใต้โครงการ CMU River Watch (สนับสนุนโดย ADPC และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา) ได้นำร่องพัฒนาระบบตรวจวัดแบบเรียลไทม์เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว โดยได้ติดตั้งแล้ว 5 จุดสำคัญ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่สาย, ตำบลแม่ยาว และในเขตเมืองเชียงราย
ด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มได้ใช้ระบบแสดงผลเรียลไทม์ที่เรียกว่า “Wola” เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเสมือน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเฝ้าระวังทางกายภาพ พารามิเตอร์ที่ตรวจวัดสามารถติดตามค่าความขุ่น (Turbidity), ค่า pH, ค่าการนำไฟฟ้า (EC), TDS, ORP และโลหะหนักได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ยังใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ผสานความร่วมมือกับเครือข่ายเยาวชนและโรงเรียน เช่น โรงเรียนสามัคคี 2 ช่วยเก็บข้อมูลรายชั่วโมงในช่วงน้ำหลาก ทำให้สามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้ก่อนผลตรวจทางการจะออก
ด้าน สำนักทรัพยากรน้ำที่ 1 (กรมทรัพยากรน้ำ) นำเสนอแผนบูรณาการปี พ.ศ. 2570–2571 สำหรับติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีแผนติดตั้ง 3 สถานี บริเวณแม่น้ำกก แม่น้ำโขง และลำน้ำสาย อย่างละ 1 สถานี รูปแบบการทำงานคือการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดอัตโนมัติทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสู่ประชาชนผ่านสัญญาณไฟเตือน (สีเขียว สีเหลือง และสีแดง) ตามระดับความรุนแรงของมลพิษ
ขณะที่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.ที่ 1) มีแผนเร่งรัดติดตั้งจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน โดยครอบคลุมพื้นที่วิกฤต ได้แก่ แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และจุดบรรจบแม่น้ำโขง รวม 5 สถานี พร้อมบูรณาการร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อใช้พื้นที่และเครื่องมือในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบสำหรับผลิตประปาให้มีความปลอดภัยสูงสุด
นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ มีข้อสั่งการและตั้งข้อสังเกตว่า แม้เครื่องมือและระบบเรียลไทม์จะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกหน่วยงาน (เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 และกรมควบคุมมลพิษ) จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านวัสดุอุปกรณ์ จุดติดตั้ง และมาตรฐานตัวชี้วัด เพื่อป้องกันปัญหาความซ้ำซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันความสับสนของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน
ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กล่าวว่า สสจ.เชียงราย ได้ขยายผลตรวจคัดกรองสุขภาพครบทั้ง 18 อำเภอ โดยในรอบล่าสุดตรวจไป 569 ราย พบผู้มีสารเคมีเกินมาตรฐาน (เกิน 100 ไมโครกรัมต่อลิตร) จำนวน 31 ราย ซึ่งเตรียมลงพื้นที่สอบสวนโรคเชิงลึกร่วมกับ รพ.สต. และ อบจ. ในช่วงปลายปีนี้
