มทส. แนะชาวเขาใหญ่-วังน้ำเขียว เฝ้าระวังฝนตกหนักรอบใหม่ 5–8 ต.ค. 69 ชี้เสี่ยงภัยซ้ำซ้อน “ดินถล่ม-หินร่วง-น้ำป่าหลาก” และภัยแฝง

วันที่ 2 ต.ค.2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จ.นครราชสีมา เปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังภัยพิบัติดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน การเตรียมพร้อมรับมือปริมาณฝนสะสมระลอกใหม่ในวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 รวมทั้งข้อมูลทางธรณีวิทยาเตือนภัยดินพังทลาย หินร่วง และน้ำป่าไหลหลาก และภัยแฝงแบบหน่วงเวลาแม้ฝนจะหยุดตกแล้ว แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอปากช่อง (เขาใหญ่) และอำเภอวังน้ำเขียว

โดยดร.ศาสตร์ศิลป์ ภักดีเมฆ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง และพื้นที่เชื่อมโยงอย่างอำเภอวังน้ำเขียวเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและพัดพาดินโคลนลงมาสู่ผิวจราจร (รูปที่ 1) จากภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏกระแสน้ำสีน้ำตาลแดงขุ่นข้นไหลบ่าอย่างรุนแรงนั้น เป็นสัญญาณเตือนภัยเบื้องต้นที่บ่งชี้ถึงการชะล้างชั้นดินตกค้างบนลาดเขา สภาพน้ำโคลนนี้แสดงให้เห็นว่าหน้าดินเริ่มอิ่มตัวด้วยน้ำและสูญเสียแรงยึดเหนี่ยวแล้ว นำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดดินสไลด์และหินร่วงขวางเส้นทาง โดยเฉพาะบริเวณรอยตัดถนนที่มีความลาดชันสูง

ความเสี่ยงจากการพังทลายในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามลักษณะทางธรณีวิทยาและลักษณะภูมิประเทศ จากข้อมูลแผนที่พื้นที่โอกาสเกิดแผ่นดินถล่ม จังหวัดนครราชสีมา โดยกรมทรัพยากรธรณี (รูปที่ 2) พบว่าพื้นที่เสี่ยงบริเวณปากช่อง-เขาใหญ่ จัดอยู่ในกลุ่ม ดินที่ผุจากหินภูเขาไฟ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับเปลี่ยนความชันของลาดเขาด้วยการตัดถนนที่มีความชันเกิน 30 องศาขึ้นไป ในขณะที่พื้นที่อย่างอำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหน้าผาชันของเขารูปอีโต้ จะถูกรองรับด้วยชุดหินตะกอน โดยเฉพาะหินทรายใน หมวดหินพระวิหาร ดินตกค้างบริเวณนี้จึงเป็นกลุ่มดินที่ผุจากหินทรายและหินทรายแป้ง

ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการวิบัติในพื้นที่หินตะกอนคือ กระบวนการที่น้ำฝนซึมเข้าสู่โครงสร้างรอยแตก ลักษณะเด่นของหินทรายหมวดหินพระวิหารคือมีความคงทนต่อการสลายตัวเมื่อแช่น้ำ ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อผ่านวัฏจักรการเปียกสลับแห้งตามธรรมชาติ เมื่อรอยแตกเหล่านี้เผชิญกับน้ำฝน จะเกิดกระบวนการแตกสลายจากสภาพเปียกสลับแห้ง ทำให้น้ำแทรกซึมเข้าไปขยายรอยแตกเดิมให้กว้างขึ้นและทอนกำลังรับแรงเฉือนของมวลหินลง ยิ่งเมื่อประกอบกับการตัดหน้าลาดชันเกิน 45 องศา ซึ่งเป็นการเปิดหน้ารอยแตกให้สัมผัสอากาศและน้ำโดยตรง มวลหินจึงสูญเสียแรงเสียดทานและนำไปสู่การวิบัติในรูปแบบของมวลหินร่วงหล่น หรือดินถล่มที่พัฒนามาจากรอยแตกที่ขยายตัวได้ทันที

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งในระยะต่อไปสำหรับทั้งสองพื้นที่คือ อันตรายแฝงจากการพังทลายแบบหน่วงเวลา เนื่องจากบทเรียนจากกรณีศึกษาเหตุการณ์ดินถล่มกว่า 20 จุด บริเวณพื้นที่ลาดชันผารักษ์สลัดได ที่อำเภอวังน้ำเขียวเมื่อปี พ.ศ. 2563 (รูปที่ 3) ชี้ให้เห็นว่าการพิบัติมักไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในวันที่มีฝนตกสูงสุด แต่จะเกิดตามมาในอีกหลายวันให้หลัง กลไกนี้เป็นผลจากการที่น้ำฝนต้องใช้เวลาซึมซาบลงสู่ชั้นผิวดิน ก่อให้เกิดการสะสมแรงดันน้ำในโพรงดินและรอยแตกของหิน ที่ค่อย ๆ ทอนกำลังต้านทานลงจนกระทั่งเกิดการถล่มในที่สุด ดังนั้น แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว ความเสี่ยงของหินร่วงและดินถล่มบนลาดตัดชันก็ยังคงมีอยู่

นอกจากพื้นที่ลาดชันแล้ว มวลน้ำที่ไหลบ่าลงมายังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังพื้นที่ราบเชิงเขาด้วย ประกอบกับประกาศการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 5-8 ตุลาคม 2569 พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจะเผชิญกับปริมาณฝนสะสมสูงถึง 125 มิลลิเมตร (รูปที่ 4) ซึ่งเมื่อนำมาประเมินร่วมกับข้อมูลเส้นทางการไหลของน้ำจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มายังเขื่อนลำตะคลอง

จากเพจมิตรเอิร์ธ (Mitrearth) และพื้นที่มีโอกาสน้ำท่วมจากปริมาณน้ำฝนสะสม 125 มิลลิเมตรจากแบบจำลองชลศาสตร์ (รูปที่ 5) ในพื้นที่ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง พบว่ามีเครือข่ายร่องน้ำธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางพามวลน้ำและดินโคลนจากเขาใหญ่หลากลงสู่พื้นที่ระดับต่ำกว่าได้อย่างรวดเร็ว โดยมวลน้ำจากเครือข่ายร่องน้ำเหล่านี้จะไหลไปรวมกันที่พื้นที่รับน้ำหลัก นั่นคือบริเวณ เขื่อนลำตะคลอง โดยพื้นที่ลุ่มต่ำมาก จะมีความอ่อนไหวต่อน้ำท่วมขังและรับมวลน้ำหลากได้ง่าย ในขณะที่พื้นที่ที่มีความลุ่มต่ำน้อยกว่าจะเกิดน้ำท่วมขังได้ยากกว่า

ขอเชิญชวนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ร่องน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณตำบลหมูสี และพื้นที่ใกล้เคียง ติดตามเส้นทางการไหลของน้ำอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำหลาก พร้อมกันนี้ ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงการจอดรถหรือหยุดพักบริเวณรอยตัดถนนที่ชันกว่า 45 องศา และแนวหน้าผาชันต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากภัยแฝงหลังฝนตกหนัก

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ประชาชนและผู้สัญจรควรหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าน้ำในลำธารหรือน้ำที่ไหลบ่าบนถนนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่นข้นคล้ายดินลูกรังอย่างฉับพลัน มีเศษกิ่งไม้ไหลปะปนมากับกระแสน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือได้ยินเสียงผิดปกติดังมาจากภูเขา ให้ระลึกไว้เสมอว่านั่นคือสัญญาณของมวลน้ำป่าและหน้าดินที่เริ่มสูญเสียการยึดเกาะ นอกจากนี้ หากพบรอยแตกร้าวใหม่บนผิวดิน ต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าเอนเอียง มีน้ำขุ่นโคลนซึมออกจากหน้าผา หรือมีเศษหินขนาดเล็กร่วงหล่นลงมาจากรอยตัดถนน ให้สันนิษฐานว่าโครงสร้างลาดดินกำลังเสียสมดุลและอาจเกิดดินถล่มหรือมวลหินร่วงตามมาในไม่ช้า

เมื่อพบสัญญาณเตือนเหล่านี้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ควรอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง (เช่น ร่องน้ำลุ่มต่ำ หรือใต้เชิงหน้าผาชัน) ไปยังที่สูงซึ่งมีโครงสร้างมั่นคงทันที หลักการเอาตัวรอดที่สำคัญคือให้วิ่งหนีในทิศทางตั้งฉาก ห้ามวิ่งขนานลงไปตามเส้นทางน้ำ และห้ามขับรถ หรือเดินฝ่ากระแสน้ำโคลนที่ไหลเชี่ยวเด็ดขาดเพราะอาจเสียหลักถูกพัดพาไปได้ทันที หากกำลังสัญจรผ่านรอยตัดถนนที่ชันกว่า 45 องศาแล้วพบเศษหินร่วงหล่น ให้รีบเคลื่อนรถออกจากบริเวณนั้นโดยห้ามจอดถ่ายภาพหรือดูเหตุการณ์

ท้ายที่สุดนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาพอากาศและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ หรือประกาศจากผู้นำชุมชน เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน และอพยพตามแผนได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน