ยโสธรวิกฤตหนัก! น้ำเอ่อล้นถนน ทล.202 สูง 35 ซม. สั่งเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนยโสธร 8 บาน รับมือมวลน้ำลำน้ำยังหลากท่วม หลังประกาศกรณีฉุกเฉินแล้ว รวม 4 อำเภอ 17 ตำบล 80 หมู่บ้าน
วันที่ 5 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จ.ยโสธร ล่าสุด นายขรรค์ไชย ทันธิมา รองผวจ.ยโสธร รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมคณะกรรมการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยโสธร (ปภ.) ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำหลากอย่างใกล้ชิด หลังจากจังหวัดประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีฉุกเฉินแล้วรวม 4 อำเภอ 17 ตำบล 80 หมู่บ้าน มีเกษตรกรและประชาชนได้รับผลกระทบ 2,131 ราย พื้นที่การเกษตรนาข้าวจมใต้น้ำเสียหายแล้วกว่า 19,515 ไร่ โดยพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำในเขต อ.คำเขื่อนแก้ว และ อ.ป่าติ้ว ยังคงได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ล่าสุดสถานการณ์น้ำหลาก ส่งผลกระทบต่อเส้นทางคมนาคมหลัก โดยแขวงทางหลวงยโสธรรายงานว่า ทางหลวงหมายเลข 202 ช่วงยโสธร-สะพานคลองลำเซ บริเวณ กม.ที่ 270+450 ถึง 270+650 อำเภอเมืองยโสธร มีระดับน้ำท่วมขังเอ่อล้นผิวการจราจรสูงประมาณ 35 เซนติเมตร ส่งผลให้รถยนต์ขนาดเล็กสัญจรผ่านด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องติดตั้งป้ายเตือนและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงเส้นทาง หรือใช้จุดกลับรถในบริเวณใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน มวลน้ำสะสมจากเทือกเขาภูพานที่ไหลผ่าน จ.กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ได้หลากลงสู่ “ลำน้ำยัง” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำชี ส่งผลให้ระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่ไม่มีพนังกั้นน้ำ ทะลักเข้าท่วมพิกัดพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ บ้านใหม่ชุมพร ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จนระดับน้ำในหมู่บ้านและเส้นทางเข้า-ออกสัญจรเริ่มถูกตัดขาด โครงการชลประทานจำเป็นต้องคงมาตรการปัก “ธงแดง” เพื่อแจ้งเตือนเป็นสัญญาณวิกฤตขั้นสูงสุดให้ชาวบ้านเร่งอพยพสิ่งของและสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูงโดยเร็ว
ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชี บริเวณ เขื่อนยโสธร-พนมไพร (ต.เขื่องคำ อ.เมืองยโสธร) ปริมาณน้ำกักเก็บพุ่งสูงถึง 76.92% ของความจุเขื่อน โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนอยู่ที่ 123.00 ม.รทก. เจ้าหน้าที่ชลประทานได้ทำการ เปิดยกบานประตูระบายน้ำทั้ง 8 บาน (สูงบานละ 1.80 เมตร) เพื่อเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนในอัตรา 563 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากก้อนใหญ่ที่จะไหลลงมาสมทบเพิ่มเติม พร้อมทั้งสั่งการให้เฝ้าระวังความมั่นคงของอ่างเก็บน้ำสำคัญทั้ง 4 แห่งในจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้มวลน้ำหลากเข้าสู่เขตเศรษฐกิจชั้นในของจังหวัดต่อไป