ชาวบางหลวง พระนครศรีอยุธยา โอดระทมน้ำท่วมสูงเกือบ 3 เมตร ถนนหลักน้ำไหลข้ามเป็นหลุมบ่อ วอนเร่งบริหารจัดการน้ำเสียภาษีให้เหมือนกัน
วันที่ 5 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำลงพื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 675 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสาขาต่าง ๆ ยังคงอยู่ในระดับสูง และมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน รวมถึงไหลข้ามถนนสายสำคัญหลายจุด
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบริเวณหมู่ 3 ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล พบว่าเป็นชุมชนที่อยู่ติดคลองบางหลวง ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำน้อยโดยน้ำได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งสองฝั่งคลอง ระดับน้ำทั่วไปสูงประมาณ 2 เมตร และในพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดสูงถึงประมาณ 2.50 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางเข้า-ออกชุมชน ทั้งการไปทำงานและออกมาซื้อหาอาหารและของใช้จำเป็น

ขณะที่น้ำยังไหลข้ามถนนทางหลวงหมายเลข 3412 สายบางบาล-ผักไห่ บริเวณสะพานข้ามคลองบางหลวง โดยระดับน้ำท่วมถนนต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ทำให้พื้นผิวถนนเริ่มชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ รถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่สัญจรผ่านบางคันตกหลุมได้รับความเสียหาย ประกอบกับมีรถบรรทุกใช้เส้นทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลุมบนถนนมีแนวโน้มขยายตัวและลึกขึ้น ส่งผลให้ประชาชนเดินทางด้วยความยากลำบาก
นายนิรัน อายุ 53 ปี เปิดเผยว่า ระดับน้ำในพื้นที่ทรงตัวมาประมาณ 2 วัน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากติดตามข่าวทราบว่าจังหวัดทางภาคเหนือยังมีฝนตกไหลลงมายังเขื่อนเจ้าพระยา ต้องคอยติดตามข่าวจะได้เตรียมตัว

ส่วนถนนสายหลัก มีน้ำล้นตลิ่งไหลข้ามถนนมาแล้ว 3 วัน แปลกใจทำไมแขวงการทางรู้อยู่แล้วว่าถนนน้ำต้องท่วมแบบนี้ทุกปี ทำไมไม่มาทำแนวป้องกันก่อนรอจนให้ท่วม ถนนพังเป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะเส้นทางนี้มีรถบรรทุก วิ่งผ่านตลอด รถจักรยานยนต์ รถยนต์ สัญจรลำบาก ขณะที่รถบรรทุกบางคันยังใช้ความเร็ว ทำให้น้ำกระเด็นใส่คนขับรถจักรยานยนต์คนเดินถนน จนบางครั้งเกิดการโต้เถียงกัน ระดับน้ำที่ท่วมในชุมชนได้รับผลกระทบมาประมาณ 1 เดือนแล้ว บางจุดมีระดับน้ำสูงเกือบ 3 เมตร บ้านเรือนชั้นเดียวหลายหลังเริ่มมีน้ำเข้าถึงบริเวณพื้นบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งเก็บข้าวของขึ้นที่สูงและบางครอบครัวเริ่มได้รับผลกระทบต่อการอยู่อาศัย

โดยชาวบ้านระบุว่า ระดับน้ำในปีนี้เริ่มเข้าใกล้สถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2568 ต่างกันประมาณ 80 เซนติเมตร การบริหารจัดการน้ำ อยากถามว่าชลประทาน หายไปไหน เพราะเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการบริหารจัดการน้ำ โดยเห็นว่าหากมีการระบายน้ำเข้าทุ่งบ้างแล้ว บางประตูยังไม่เปิด รู้อยู่แล้วว่าประตูไหนเปิดเข้าทุ่งได้เท่าไร เปิดแล้วไม่ส่งผลกระทบชาวบ้านในทุ่ง
“พวกเราเป็นพื้นที่รับน้ำ เข้าใจว่าต้องมีการระบายน้ำและน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ไม่อยากให้ปล่อยให้น้ำท่วมสูงจนชาวบ้านเดือดร้อนขนาดนี้ อยากให้บริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น เพราะประชาชนเองก็เสียภาษีไปจ่ายเงินเดือน อยากให้เห็นใจคนที่ต้องอยู่กับน้ำท่วมและช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุด”

ชาวบ้านอีกราย ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูงจนเกือบถึงพื้นบ้าน บอกว่า เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำท่วมก็รู้สึกเหนื่อยและท้อ เพราะต้องเจอกับสถานการณ์ซ้ำ ๆ จนแม้จะพยายามทำใจให้ชิน แต่ก็ยังได้รับความเดือดร้อน หากเลือกได้ก็ไม่อยากให้น้ำท่วม เพราะยังต้องทำมาหากินและใช้ชีวิตด้วยความลำบาก