อยุธยา อ่วมหนัก ท่วมสูง จม16อำเภอ 205ตำบล ปชช.เดือดร้อน 59,633 ครัวเรือน เสียชีวิต1ราย วอนเร่งระบายน้ำ ช่วยบริหารจัดการน้ำแบบมืออาชีพ ไม่ให้ ชาวกรุงเก่า ทนลำบากนานหลายเดือน
6 ต.ค. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำลงพื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสัก 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำ และคลองสาขาต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับสูง มีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และไหลข้ามถนนสายสำคัญหลายจุด

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมรวม 16 อำเภอ 205 ตำบล 1,338 หมู่บ้าน และ 63 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,633 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนหมู่ 7 ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย พบว่าระดับน้ำในชุมชนสูงประมาณ 2-3 เมตรบ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมถึงพื้นบ้าน ถนนทางเข้าชุมชนถูกน้ำท่วมสูง ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเข้าออก
ขณะที่มวลน้ำจาก แม่น้ำน้อย เอ่อล้นไหลข้ามถนนทางหลวงหมายเลข 3454 เสนา-ผักไห่ หลายจุด เจ้าหน้าที่ทางหลวง เร่งทำแนวคันดิน เพื่อป้องกันน้ำไหลข้ามถนน
นายวัสวิชญ์ อินคง อายุ 50 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ชุมชนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ระดับน้ำท่วมสูง ถนนภายในชุมชนยังจมอยู่ใต้น้ำ บ้านเรือนหลายหลังน้ำท่วมถึงพื้นบ้าน ส่วนบ้านของตนเองเหลืออีกประมาณ 10 เซนติเมตร น้ำก็จะถึงพื้นบ้านแล้ว ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัว แต่ยังมีน้ำล้นข้ามแนวถนนเข้ามาหลายจุด
นายวัสวิชญ์ กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาเร็วมาก ภายในเวลาเพียง 3 วัน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเมตร ทำให้ชาวบ้านเก็บข้าวของหนีน้ำไม่ทัน ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่า น้ำอาจไม่ท่วม และอาจเกิดภัยแล้ง แต่เมื่อมีการประกาศเตือน น้ำกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่และไม่มีเรือใช้
“ด้วยความจำเป็น จึงต้องกู้เงินมาซื้อเรือใหม่ ราคา 7,000 บาท เพื่อใช้พายเข้าออกจากชุมชน ทั้งไปทำงาน ซื้ออาหาร และขนของเข้าออกจากบ้าน เพราะหากไม่มีเรือแทบไม่สามารถใช้ชีวิต และเดินทางตามปกติได้”
ด้านนางสายทอง กุลภา อายุ 65 ปี ชาวบ้าน พายเรือพาผู้สื่อข่าวฝ่ากระสน้ำเข้าไปสำรวจภายในชุมชน พร้อมกับ เปิดเผยว่า น้ำเข้าท่วมชุมชนมาประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว โดยช่วง 3 วันแรกระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เมตร ทำให้ต้องรีบเก็บข้าวของหนีน้ำอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมา เจอน้ำท่วมทุกปี จนรู้สึกท้อ แต่ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหน เพราะเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก
นางสายทอง กล่าวว่า สมัยที่พ่อแม่ยังอยู่และตนเองยังสาว ไม่เคยเจอน้ำท่วมในลักษณะนี้ แต่ช่วงหลังน้ำท่วมหนักขึ้น และท่วมยาวนานขึ้น ชาวบ้านต้องพยายามปรับตัวกันทุกปี แม้จะยกพื้นบ้านและเตรียมรับน้ำไว้แล้ว แต่น้ำก็ยังขึ้นมาจ่อถึงพื้นบ้าน ทำให้การใช้ชีวิตและการเดินทางลำบาก ต้องใช้เรือในการสัญจร
“ทุกวันนี้ต้องพายเรือเข้าออกทั้งวัน ทั้งรับส่งคนในบ้านไปทำงาน และพาสุนัขออกมาถ่าย ชีวิตต้องปรับตัวอยู่กับน้ำแบบนี้ทุกปี เหนื่อยและท้อ แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน” นางสายทอง กล่าว
นางสายทอง ฝากถึงหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า อยากให้ช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำไหลมารวมอยู่ในพื้นที่รับน้ำเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านเข้าใจว่า บางพื้นที่ต้องรับน้ำ แต่ขอให้บริหารจัดการไม่ให้ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากเป็นเวลานานเป็นเดือน
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร นางสายทอง กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงประชาชนในกรุงเทพฯ เพราะหลายคนอาจยังไม่เคยเจอน้ำท่วมสูงและท่วมเป็นเวลานาน จึงอาจปรับตัวไม่ทันและได้รับความเดือดร้อน
แต่สำหรับชาวอยุธยาต้องเผชิญกับน้ำท่วมเป็นประจำ จึงได้แต่ทนและปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ โดยที่ผ่านมาเมื่อมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งนำถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นมาแจก ชาวบ้านก็รู้สึกขอบคุณ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการแก้ปัญหาการระบายน้ำ เพื่อลดระยะเวลาที่ต้องอยู่กับน้ำท่วม
