ยุคโลกเดือด ทำภัยพิบัติป่วนหนัก สุชาติ สั่ง กรมลดโลกร้อน เร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศระยะยาว” คาดพัฒนาแล้วเสร็จในปีหน้า 2570

วันที่ 6 ต.ค.2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และฝนตกหนัก รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ที่สร้างความเสียหายกว่า 31 จังหวัด

สะท้อนถึงความแปรปรวนและเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ตนจึงสั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศจากการตั้งรับไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ที่กรมลดโลกร้อนจัดทำขึ้น พบว่า ในช่วงประมาณ 15 ปีข้างหน้า พื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนลดลง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างและซับซ้อน การบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถมองแนวโน้มความเสี่ยงในอนาคตควบคู่กับข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำข้อมูลมาใช้เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย ประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัย บริหารจัดการภัย เสริมศักยภาพของประชาชน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความสูญเสีย และสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯได้จัดทำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศ ซึ่งแสดงข้อมูลแนวโน้มของฝน อุณหภูมิ ความชื้น ตั้งแต่ปัจจุบัน-ปี ค.ศ. 2100 ที่มีความละเอียดในระดับ 5 x 5 กิโลเมตร รวมทั้ง จัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์และแบบจำลองภูมิอากาศสำหรับการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลภูมิอากาศระยะกลางและภาพฉายระยะยาวในอนาคต

โดยในปีงบประมาณ 2570 กรมฯ จะอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย” (Multi-Hazard Index: MHI) และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk Map: CRM) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด และท้องถิ่นมีข้อมูลประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้ล่วงหน้า

สำหรับ ดัชนีพหุภัย (MHI) จะใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝน อุณหภูมิ และลม ระยะ 3–6 เดือน จาก Climate Forecast System (CFS) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศของกรมฯ และเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลในพื้นที่เสี่ยง เครื่องมือนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยหลายประเภท ภัยใดอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน และพื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ “Multi-Hazard Hotspot” เพื่อให้หน่วยงานสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า

ตัวอย่างเช่น ในช่วงพายุฤดูร้อน พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญฝนตกหนักและลมแรงพร้อมกัน ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกว่าการเกิดภัยเพียงประเภทเดียว หรือกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนดินอิ่มตัวและนำไปสู่ดินถล่ม ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญอุณหภูมิสูงร่วมกับฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ความชื้นในดินลดลง เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร การมองความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยมีความครอบคลุมมากขึ้น

ส่วนแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CRM) จะนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยพิบัติในอดีต ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน

โดยข้อมูลความเสี่ยงดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 จะพัฒนาให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ข้อมูลช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 จะใช้สำหรับพิจารณาแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น แนวโน้มผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ดร. พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้อมูลดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) ของกรมฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ตามลำดับ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเตรียมการรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน