ชัชชาติ แจงปม บึงรับน้ำ คู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ แนวคิดพื้นที่แก้มลิง ชี้งบฯ 1.1 หมื่นล้าน ไม่คุ้มค่า ประสิทธิภาพระบายน้ำ ไม่ตอบโจทย์ ย้ำไม่มีเอื้อประโยชน์ให้ ตนเอง-พวกพ้อง

7 ต.ค. 69 – ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างบึงรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ บึงคู้บอนและบึงบางชัน ยืนยันว่า

โครงการดังกล่าวเ ป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำที่ กทม. ดำเนินการตามหลักวิชาการและแนวคิดเรื่องพื้นที่แก้มลิง ไม่ใช่โครงการพระราชดำริโดยตรง พร้อมระบุว่า การตัดสินใจดำเนินโครงการต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมทางเทคนิค ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน

นายชัชชาติกล่าวว่า โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่ง เกิดขึ้นจากการที่สำนักการระบายน้ำ กทม.นำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำในลักษณะแก้มลิง มาปรับใช้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และเริ่มกำหนดโครงการในปี 2556 โดย กทม.เป็นผู้พิจารณาตำแหน่งและพื้นที่ดำเนินโครงการเอง

ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างโครงการที่ กทม. จัดทำขึ้นกับโครงการแก้มลิง ที่เป็นโครงการพระราชดำริ โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่อย่างบึงหนองบอน ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ

สำหรับโครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งนั้น ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว 4 โครงการจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ในอดีต เหลือ 2 โครงการ ได้แก่ บึงคู้บอนและบึงบางชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกนำกลับมาถกเถียงถึงความเหมาะสม และแนวทางการดำเนินการอีกครั้ง

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญ ในการพิจารณาไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนทั้งหมดของโครงการด้วย โดยผลการศึกษาของ บริษัทที่ปรึกษาพบว่า หากดำเนินโครงการบึงรับน้ำ ทั้งในส่วนของการเวนคืนที่ดินตามราคาตลาด รวมถึงการก่อสร้างระบบที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 11,000 ล้านบาท

ขณะที่ แนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพบึงหนองบอน เพื่อเร่งการระบายน้ำใช้งบประมาณประมาณ 6,700 ล้านบาท ทำให้สำนักการระบายน้ำเห็นว่า การลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบบึงหนองบอนมีความคุ้มค่ามากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการรองรับน้ำของบึงคู้บอนและบึงบางชัน เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถรองรับน้ำได้จริงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร

ขณะที่ในสถานการณ์ฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีปริมาณสูงถึงประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้การสร้างบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเทียบกับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า แนวทางที่ กทม.ให้ความสำคัญในปัจจุบันจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลองเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่พื้นที่รองรับน้ำที่มีศักยภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะบึงหนองบอนซึ่งมีความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้ระบบสามารถรองรับและระบายน้ำได้รวดเร็วขึ้นในภาพรวม

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่ตนเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเคยมีที่ดินในพื้นที่ และยื่นคัดค้านการเวนคืน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ในปี 2558 ขณะดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง บริษัทได้ซื้อที่ดินในพื้นที่เพิ่มสินมาก่อนแล้ว เมื่อ กทม.จัดทำกระบวนการประชาพิจารณ์ บริษัทในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจึงใช้สิทธิยื่นคัดค้านตามกระบวนการ

นายชัชชาติ กล่าวย้ำว่า การยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงการบริหารงานขอ งผู้ว่าฯ กทม.คนอื่น ไม่ใช่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง และยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกโครงการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง แต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน มีความกังวลต่อการนำโครงการบึงรับน้ำดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นโครงการพระราชดำริ เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับที่มาและสถานะของโครงการ พร้อมย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการ และข้อเท็จจริง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม กทม.ไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดดังกล่าว โดยนายชัชชาติ ระบุว่า หากมีข้อมูลทางวิชาการหรือข้อเสนอใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการบึงคู้บอนหรือบึงบางชันมีความคุ้มค่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริง ก็พร้อมให้สำนักการระบายน้ำนำข้อมูลกลับมาศึกษาและพิจารณาใหม่ โดยพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ และทุกภาคส่วน

สำหรับปัญหาที่ กทม.ต้องเร่งจัดการควบคู่กันในปัจจุบัน คือปัญหาขยะที่ไหลมากับน้ำและเข้าไปติดบริเวณสถานีสูบน้ำ ซึ่งส่งผลให้เครื่องสูบน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและลดศักยภาพในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม. จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะลงในคลองหรือเส้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขยะอุดตันและเป็นอุปสรรคต่อระบบระบายน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนัก

ทั้งนี้ กทม.มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โดยมุ่งขยายพื้นที่บึงหนองบอนและพัฒนาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ

โดยชัชชาติย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือ การเลือกแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยหากมีข้อมูลใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ กทม.พร้อมเปิดรับและทบทวนแนวทางการดำเนินงานต่อไป

ด้าน น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นคำร้องถึงสภากรุงเทพมหานคร(กทม.) เพื่อให้สภากทม.มีมติขอให้รมว.มท. เสนอครม. พิจารณาสั่งให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 52 (8) แห่ง พรบ.ระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร 2528 ว่า

ขณะนี้ทราบว่า เอกสารดังกล่าวอยู่ที่สำนักงานเลขานุการสภากทม. เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฏหมายตรวจข้อบังคับ กับ ข้อกฏหมายว่ามีข้อใดเกี่ยวข้องบ้าง ก่อนเสนอมาประธานสภากทม. อีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ และขั้นตอนของสภากทม. เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องมายังสภา กทม.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน