‘ป้าแมว’ เปิดใจ หลังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และผู้มีภาวะพึ่งพิงถูกสั่งปิด หวังในอนาคตปรับปรุงแล้วกลับมาเปิดใหม่ได้ ยันเรื่องป้าภัทร ไม่มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
ความคืบหน้า การตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และผู้มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หลังมีผู้ร้องเรียนว่ามีการดำเนินการกักขัง และกระทำทารุณ กับผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของทางศูนย์ฯนั้น
ล่าสุดวันที่ 7 ต.ค.2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้มอบหมายให้ นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เร่งจัดทำเอกสารเพื่อออกคำสั่ง ยกเลิกและเพิกถอน ใบอนุญาตประกอบกิจการ ของศูนย์ฯดังกล่าวทันที
ซึ่งจากการตรวจสอบ พบการกระทำความผิดชัดเจนใน 2 กฎหมายหลัก ได้แก่ 1.การฝ่าฝืน พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559: พบการให้บริการเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต โดยขออนุญาตไว้เพียง 50 เตียง แต่ตรวจพบจริงถึง 129 เตียง พื้นที่ใช้สอยขอไว้ 1,600 ตารางเมตร แต่เปิดใช้จริงถึงประมาณ 4,300 ตารางเมตร หรือเกินกว่าที่ขอเกือบ 3 เท่า รวมถึงสภาพสถานที่และการดูแลไม่ได้มาตรฐาน มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้รับบริการ

และ 2. การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล: เนื่องจากศูนย์แห่งนี้ขออนุญาตเป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ แต่กลับลักลอบรับดูแลผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามกฎหมายเท่านั้น อีกทั้งการบันทึกเวชระเบียนของผู้ป่วยยังขาดความละเอียดถูกต้องตามมาตรฐาน
ซึ่งหลังจาก ได้มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวออกมา ทางป้าแมว เจ้าของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ได้ออกมาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า โดยส่วนตัว รู้สึกเป็นกังวลใจ ว่าในอนาคต จะมีใครกล้าเปิดดำเนินการศูนย์ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชเช่นนี้ เพราะต้องมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีเหมือนอย่างเช่นกรณีของตน
โดยในกรณีของป้าภัทรนั้น ตนยืนยันว่า ทางศูนย์ได้รับการร้องขอจากลูกชายของป้าภัทรให้รับตัวมาอยู่ในความดูแล และมีการดำเนินการไปรับตัวมาตามขั้นตอน ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งในระหว่างที่ป้าภัทรมาอยู่ในความดูแลของทางศูนย์ฯ ตนเองก็ได้เคยติดต่อไปยังลูกชายของป้าภัทร ให้มารับแม่กลับไปถึง 3 ครั้ง แต่ก็ถูกผัดผ่อนมาโดยตลอด จนสุดท้ายจึงยอมมารับกลับไปเอง โดยไม่ได้มีการพยายามหน่วงเหนี่ยวกักขัง จนป้าภัทรต้องไปร้องขอความช่วยเหลือจากญาติให้ช่วยตามหาอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ป้าแมวยังได้กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ ยังไม่รู้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง จะต้องปิดถาวรหรือปิดชั่วคราว แต่ตนเองก็ยังมีความหวังว่า ในอนาคต เมื่อตนปรับปรุง การดำเนิน งาน ให้เป็นไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ ก็ต้องบอกกับพนักงานทุกคนว่าคงจะต้องแยกย้ายกันไปก่อน และหากมีความเดือดร้อนเรื่องเงินใดๆก็ยังสามารถติดต่อมาขอความช่วยเหลือจากตนเองได้
ขณะเดียวกัน ทางศูนย์เองได้มีการนำเอาเตียงที่มีการครอบลูกกรง มาทำการชำแหละแยกชิ้นส่วนออก เรียบร้อยแล้ว ส่วนผู้ป่วยที่ญาติยังไม่สามารถมารับกลับไปดูแลได้ ผ่านหน่วยงานราชการจะรับหน้าที่ในการนำไปอยู่ในสถานพยาบาลหรือหน่วยงานที่มีความเหมาะสมในการดูแลต่อไป