บุรีรัมย์ผวา! เด็ก 5 ขวบสงสัยมือเท้าปากเสียชีวิต อาการทรุดใน 3 วัน กรมควบคุมโรคเตือน 4 สัญญาณอันตราย
วันที่ 9 ต.ค.2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวด.ญ.วัย 5 ขวบ เสียชีวิตหลังป่วยด้วยอาการสงสัยโรคมือเท้าปากในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า จากรายงานข่าวเบื้องต้น พบว่าหลังกลับจากโรงเรียนผู้เสียชีวิตเริ่มมีอาการไข้ มีตุ่มน้ำใสบริเวณมือและเท้า ร่วมกับมีภาวะขาดน้ำ และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วใน 3 วัน
ขณะนี้ทีมสอบสวนโรคในพื้นที่กำลังลงสอบสวนเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตและเก็บตัวอย่างส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์หาสายพันธุ์เชื้อก่อโรค โดยเฉพาะสายพันธุ์ของเอนเทอโรไวรัสที่เป็นสายพันธุ์ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตในเด็ก นอกจากนี้ ทีมสอบสวนโรคได้ดำเนินมาตรการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งในครอบครัวและโรงเรียนอนุบาล เพื่อคัดกรองและประเมินอาการกลุ่มเสี่ยง พร้อมกำชับสถานศึกษาให้ทำความสะอาดและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
นพ.มณเฑียร กล่าวต่อว่า กองระบาดวิทยาได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องโดยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ต.ค.2569 พบรายงานผู้ป่วยโรคมือเท้าปากรวม 81,829 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้เสียชีวิตอายุ 2 ปี 10 เดือน ไม่ใช่ผู้ป่วยรายดังกล่าว อัตราป่วยตายร้อยละ 0.001 ซึ่งกลุ่มอายุที่พบสูงสุด คือ เด็กเล็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 5-9 ปี และ 10-14 ปี ตามลำดับ ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 7,802 ราย ร้อยละ 9.53
” โรคนี้พบผู้ป่วยกระจายได้ทั่วประเทศ จังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย 209.27 ต่อประชากรแสนคน, ชลบุรี 171.64 และกรุงเทพฯ 106.32 จากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย โดยสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในปี พ.ศ.2569 พบว่าเชื้อส่วนใหญ่เป็น Coxsackievirus A6 และ A16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์มีความรุนแรงน้อย ขณะที่ Enterovirus 71 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิต แม้มีแนวโน้มการตรวจพบเพิ่มขึ้น แต่ยังพบในสัดส่วนน้อยประมาณร้อยละ 5-15 ของสายพันธุ์ที่ตรวจพบทั้งหมดในแต่ละปี
นพ.มณเฑียร กล่าวด้วยว่า ผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิ.ย.ถึงส.ค.ของทุกปีหากพบว่าเด็กมีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น ในเด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้คำแนะนำการป้องกันโรคในสถานศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้
1.บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับเด็กกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
2.หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์
3.ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม
และ 4.ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422