กรมทะเลฯ เปิดเผยเรื่องราว “คนเลี้ยงเต่า” ความผูกพันที่อยู่เบื้องหลังการอนุรักษ์ และฟื้นฟูเต่าทะเลแห่ง “เกาะมันใน” จ.ระยอง
บนพื้นที่ราว 131 ไร่ของเกาะมันใน จ.ระยอง มีชายคนหนึ่งที่คอยอนุบาลและอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลมายาวนานถึง 40 ปี เขาคือ นายเกรียงศักดิ์ ดิษฐวุฒิ หรือ พี่ไก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านการอนุบาลเต่าทะเล ที่ดูแลระบบการเพาะเลี้ยง และเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของเต่าทะเล

“ผมทำงานที่นี่มา 40 ปีแล้ว แม้จะเกษียณอายุมาหลายปี แต่เรายังอยากเราดูแลเลี้ยงเต่าทะเลเพื่อปล่อยคืนบ้าน และตั้งใจดูแลให้ดีที่สุด ในแต่ละปีจะมีเต่าออกเดินทางมากกว่า 300 ชีวิต”
เหตุผลของนายเกรียงศักดิ์ ที่ยังต้องทุ่มเทงานดูแลเต่าทะเล เกิดจากความผูกพันได้ทำงานที่เขารักแล้วยังเดินตามรอยพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระราชทานเกาะแห่งนี้ให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูเต่าทะเลมาตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2522 จึงเป็นที่มาของ “ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก”

“ความผูกพันย่อมมีแน่นอน และเมื่อถึงเวลาที่ต้องปล่อย ผมแค่ไปเข้าร่วมงาน แต่ไม่ลงมือปล่อยเอง เพราะเราผูกพันกับเขา อดสงสารไม่ได้ เมื่อไปปล่อยมันก็ทำใจยาก แต่ก็ต้องปล่อย เพราะเป็นธรรมชาติ เขาอยู่กับเราไปตลอดไม่ได้” นายเกรียงศักดิ์ เผยความผูกพัน
บางครั้งเต่าที่ปล่อยไปแล้วก็ยังว่ายวนอยู่ในละแวกนั้น 1-2 วัน หากไม่กลับลงทะเลจริงๆ ก็นำมาเลี้ยงต่อ เพื่อรอปล่อยคราวหน้า ยอมเอากลับมาเลี้ยงก่อน
ภารกิจของคนเลี้ยงเต่าทะเลบนเกาะมันใน เริ่มจากการตระเวนเก็บไข่เต่าธรรมชาติ แถบเกาะคราม จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะทะเล ที่สำคัญแห่งหนึ่งในฝั่งอ่าวไทย ทั้งเต่ากระ เต่าตนุ ที่มาทำรังวางไข่ 10-20 รังต่อเดือน นำมาฟักและเลี้ยงตั้งแต่ออกจากไข่ เดิมเคยทำได้ถึงปีละ 700 ตัว แต่ถึงตอนนี้ข้อจำกัดเรื่องบุคลากรจนลดเหลือแค่ 300 ตัว ประกอบกับพ่อแม่พันธุ์เต่าทะเลที่เลี้ยงไว้มีอายุมากกว่า 20 ทำให้ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้แล้ว ไข่ทุกฟองจึงต้องพึ่งพาธรรมชาติเพียงทางเดียว ไข่ทุกฟองจึงต้องพึ่งพาธรรมชาติเพียงทางเดียว

นายเกรียงศักดิ์ บอกว่า ในแต่ละวันเขาจะให้อาหารลูกเต่าด้วยเนื้อปลาข้างเหลืองที่ขูดละเอียด แต่หากลูกเต่าโตขึ้น ก็หั่นปลาข้างเหลืองเป็นชิ้นป้อนให้วันละมื้อ ส่วนบ่ออนุบาลลูกเต่าต้องคุมทั้งระดับน้ำ และความหนาแน่นอย่างพิถีพิถัน รวมทั้งคำนึงถึงความสะอาดที่ต้องสูบน้ำจากทะเลขึ้นมาเปลี่ยนให้ลูกเต่าทุกวัน โดยเฉพาะเต่ากระ ตัวเล็กต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะมักจะอยู่นิ่งๆ บางทีเขาอาจป่วย และกัดกันเองจนมีแผล
เส้นทางชีวิตของเต่าทะเลเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน ไข่ลูกเต่าเสี่ยงถูกตะกวดกิน แรกเกิดก็อาจถูกนกจับกินระหว่างคลานลงทะเล และเผชิญสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ในน้ำ หากปล่อยไว้ ลูกเต่าเหล่านี้มีโอกาสรอดต่ำมาก

“ศูนย์ฯ จึงต้องอนุบาลไว้จนอายุครบ 1 ปีก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือพลาสติก เพราะเต่าทะเลชอบกินแมงกะพรุน และมักเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกที่ลอยในทะเลคือเหยื่อของมัน เมื่อผ่าซากเต่าเกยตื้น จึงมักพบทั้งถุงพลาสติก หลอดกาแฟ และฝาขวดน้ำในกระเพาะ ขยะเหล่านี้ลอยมาเกยฝั่งเกาะมันในเป็นประจำ” นายเกรียงศักดิ์ เล่าด้วยความเป็นห่วง
ส่วนอัตราการฟักแต่ละปีผันผวนมาก แม้จะขึ้นมาทำรังวางไข่เดือนละ 10-20 รังแต่โอกาสฟักเป็นตัวบางรังไม่รอดแม้แต่ใบเดียว ขณะที่บางรังอัตราการฟักสูงถึง 80% อุณหภูมิขณะฟักไข่ก็มีผลต่อเพศของลูกเต่า อุณหภูมิสูงมักได้ตัวเมีย ส่วนอากาศเย็นจะได้ทั้งตัวผู้และตัวเมียปะปนกัน
นายเกรียงศักดิ์ เล่าว่า ก่อนปล่อยทุกครั้งจะมีการตรวจสุขภาพเต่า และนำไปปรับตัวกับคลื่นลมจริงก่อน เพราะเต่าที่โตในบ่อยังไม่คุ้นเคยกับทะเลเปิด ช่วงแรกอาจว่ายวนใกล้ฝั่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับออกไปตามสัญชาตญาณ

แม้จะทำคลอดเต่าทะเลมานับไม่ถ้วนตั้งแต่ปี 2522 แต่เขาไม่เคยพบ “เต่าทะเล” ที่ถูกปล่อยในปีนั้นกลับมาทำรังวางไข่ที่เกาะคราม เหตุเพราะยุคนั้นยังไม่มีการฝังไมโครชิป กระทั่งปี 2539 ที่เริ่มฝังไมโครชิป ที่หัวไหล่ซ้ายของเต่าทุกตัวเพื่อบันทึกประวัติ แต่สัญญาณอ่านได้ในระยะใกล้เท่านั้น เมื่อเต่าว่ายออกทะเลกว้างจึงไม่มีทางรู้เส้นทางของมันอีกเลย จนกว่าแม่เต่าวัยเจริญพันธุ์ อายุ 10 ปีขึ้นไปก็อาจจะกลับมาวางไข่ได้ โดยต้องไม่มีสิ่งใดรบกวนแม้แต่น้อย เพราะเพียงเห็นคนหรือความเคลื่อนไหวแปลกปลอม เต่าก็จะเปลี่ยนใจกลับลงทะเลทันที
ปัจจุบันศูนย์ฯ แห่งนี้ดูแลเต่าทะเลอยู่เกือบ 300 ตัว และมีกำหนดปล่อยลูกเต่าอายุ 2 ปี ราว 30 ตัวในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมเปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชมเพื่อการเรียนรู้ได้ฟรี