คุณป้า หอบเหรียญหนัก 2 กก. ร้องศูนย์ดำรงธรรม หลังซื้อรถกระบะให้ลูก ผ่อนได้ 9 งวดเกิดอุบัติเหตุ ส่งรถคืนไฟแนนซ์ ถูกฟ้องเรียกกว่า 3 แสน หวั่นถูกยึดบ้าน-ที่ดิน

วันที่ 11 ต.ค.2569 น.ส.อยู่ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี ชาว อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้นำเหรียญ 1 บาท และ 5 บาท น้ำหนักรวมประมาณ 2 กิโลกรัม และธนบัตรฉบับละ 1,000 บาทบางส่วน รวมเป็นเงิน 10,000 บาท ห่อด้วยผ้าขาว เดินทางไปที่ว่าการอำเภอนางรอง เพื่อร้องขอความช่วยเหลือศูนย์ดำรงธรรม โดยมี นายจักร์กฤษ ร่วมกูล ปลัดอำเภอฝ่ายศูนย์ดำรงธรรม รับเรื่อง

โดยที่ น.ส.อยู่ หอบเงินเหรียญดังกล่าวมา เพื่อขอให้ทางศูนย์ดำรงธรรมช่วยประสานไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สิน หลังได้รับหนังสือจากสำนักงานบังคับคดี ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดบ้านและที่ดินของตนเพื่อชำระหนี้

ส่งรถคืนไฟแนนซ์

คุณป้า หอบเหรียญหนัก 2 กก. ร้องศูนย์ดำรงธรรม หลังซื้อรถกระบะให้ลูก ผ่อนได้ 9 งวดเกิดอุบัติเหตุ ส่งรถคืนไฟแนนซ์ ถูกฟ้องเรียกกว่า 3 แสน หวั่นถูกยึดบ้าน-ที่ดิน

น.ส.อยู่ เล่าด้วยความทุกข์ใจว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 ตนซื้อรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ในชื่อตนเอง ราคา 840,168 บาท ผ่อนชำระทั้งหมด 84 งวด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกชายใช้ขับไปทำงาน แต่สามารถผ่อนชำระได้เพียง 9 งวด ก่อนจะค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 11 มี.ค.2566

เนื่องจากลูกชายขับรถไปประสบอุบัติเหตุ ทำให้ภรรยาได้รับบาดเจ็บ ส่วนลูกชายไม่ได้รับอันตราย ก่อนตัดสินใจนำรถยนต์คันดังกล่าว ส่งคืนให้บริษัทไฟแนนซ์ แต่ปัญหาหนี้สินไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อบริษัทไฟแนนซ์ ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 โดยเรียกค่าเสียหายประมาณ 670,000 บาท

ส่งรถคืนไฟแนนซ์

ที่ผ่านมามีเอกสารและจดหมายส่งมาที่บ้านหลายฉบับ แต่ตนอ่านหนังสือไม่ค่อยออก จึงไม่เข้าใจรายละเอียดในเอกสาร กระทั่งทราบว่าศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ให้ชำระหนี้กว่า 300,000 บาท ทำให้รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะไม่มีเงินก้อนไปชำระ

ล่าสุดยังได้รับหนังสือจากสำนักงานบังคับคดีให้ติดต่อภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ โดยมีการดำเนินการเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีการประเมินราคาไว้ 365,144 บาท ทำให้กังวลว่าจะต้องสูญเสียที่ดินและบ้านที่อาศัย

ตอนที่เดินทางไปศูนย์ดำรงธรรมมีเงินติดตัวเพียง 60 บาท แต่พยายามรวบรวมเงินเหรียญที่เคยหยอดกระปุกออมสินทั้งของลูกหลาน และญาติพี่น้องได้ประมาณ 10,000 บาท เพื่อไปติดต่อสำนักงานบังคับคดีสาขานางรอง หวังขอชำระหนี้บางส่วน

แต่เจ้าหน้าที่และคู่กรณีไม่รับเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากยอดหนี้สูงกว่ายอดเงินที่นำไปชำระ จึงตัดสินใจนำเงินเหรียญดังกล่าวไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมอำเภอนางรอง

“เงิน 10,000 บาทที่หอบมา เป็นเงินที่รวบรวมจากกระปุกออมสินของลูก ของหลาน และญาติพี่น้อง ได้มาเท่านี้จริง ๆ ตั้งใจจะเอาไปให้เขาก่อน เพราะกลัวถูกยึดบ้านและที่ดิน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เพราะไม่มีปัญญาหาเงินก้อนใหญ่ไปชำระหนี้ จึงอยากให้ช่วยไกล่เกลี่ยเป็นผ่อนชำระเท่าที่ไหวก็ได้” น.ส.อยู่ กล่าว

น.ส.อยู่ กล่าวอีกว่า ที่ดินดังกล่าวนำไปจำนองไว้กับ ธ.ก.ส. และยังไม่มีเงินไถ่ถอนคืน ส่วนบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินเป็นของพี่สาว ตนและสามีมีอาชีพรับจ้างทำงานก่อสร้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน บางเดือนแทบไม่มีงานทำ จนบางครั้งยังค้างค่าไฟฟ้า

ขณะที่ ลูกแฝดทั้งสองคน กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยใน จ.นครราชสีมา บางครั้งลูกต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและอดมื้อกินมื้อ เพื่อเก็บเงินช่วยแม่รับมือกับภาระหนี้สิน ทำให้ตนยิ่งรู้สึกสงสารลูกและเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ บางวันถึงขั้นอยากคิดสั้นเพราะไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

ด้าน นายปรัชญา สุวรรณทา นายอำเภอนางรอง หลังทราบเรื่อง ก็เตรียมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและพิจารณาช่องทางไกล่เกลี่ยหนี้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

นายสุรเดช เอื้อมเก็บ ทนายความ เจ้าของสำนักงานทนายความใน อ.หนองกี่ หลังทราบเรื่องราวความเดือดร้อนของน.ส.อยู่ เตรียมเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณารายละเอียดคำพิพากษาและขั้นตอนการบังคับคดี รวมถึงหาแนวทางที่เหมาะสมในการช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน