แปดริ้วอ่วมหนัก เจอน้ำทะเลหนุนซ้ำ แม่น้ำบางปะกงเอ่อเข้าท่วมเขตเทศบาล ถนนหลายสายจม ชาวบ้านโอด ขนของหนีน้ำไม่ทัน ตู้เย็นพังไป 1 เครื่อง อีกคนใช้ไดโว่สูบน้ำออกจากบ้าน จนพังไปแล้ว 5 ตัว
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 11 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา หลังช่วงสายที่ผ่านมา น้ำในแม่น้ำบางปะกงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและถนนหลายจุด โดยคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากมวลน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบน ทั้งอำเภอบางคล้า อำเภอคลองเขื่อน และจังหวัดปราจีนบุรี ประกอบกับเป็นช่วงน้ำทะเลหนุน ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงเพิ่มสูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำ
และจากการสำรวจตั้งแต่เวลาประมาณ 19.00 น. พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริเวณหน้าโรงพยาบาลพุทธโสธร มีการปิดช่องทางจราจร 1 ช่องทาง พร้อมนำกระสอบทรายมาวางเป็นแนวกั้นและติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเตรียมรับมือหากน้ำจากแม่น้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่โรงพยาบาล ขณะที่บริเวณจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าน้ำได้เอ่อเข้าท่วมบริเวณลานด้านหน้าและพื้นถนนโดยรอบ
ส่วนถนนสายหลักหลายสาย ได้แก่ ถนนศรีโสธรตัดใหม่ ถนนหน้าเมือง ถนนพานิช(ซอยร้อยหมอ) ถนนมรุพงษ์ริมน้ำ และถนนชุมพล มีน้ำท่วมขังต่อเนื่องตลอดทั้งสาย นอกจากนี้ บริเวณตลาดโสธรยังได้รับผลกระทบจากน้ำในแม่น้ำบางปะกงที่เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ค้าขาย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องทยอยเก็บร้านและหยุดขายเร็วกว่าปกติ เนื่องจากมีลูกค้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอยลดลง
นายวิรัช อายุ 60 ปี พ่อค้าตลาดโสธร เปิดเผยว่า ปกติระดับน้ำขึ้นลงในแม่น้ำบางปะกงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้พบว่าปริมาณน้ำมากกว่าปกติและระดับน้ำยังคงสูงต่อเนื่อง แตกต่างจากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมาสมทบจำนวนมาก ทั้งนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาแนวทางระบายน้ำออกสู่ปากอ่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมองว่าการนำเรือผลักดันน้ำเข้ามาช่วยเร่งการระบายบริเวณปากอ่าวอย่างจริงจัง อาจช่วยให้มวลน้ำจากแม่น้ำและคลองสายต่าง ๆ ไหลลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ตามแนวคลองได้
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเพิ่งเริ่มนำเรือผลักดันน้ำเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ใช้เรือประเภทอื่นเข้ามาช่วย ส่วนผลกระทบต่อตลาดโสธรในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หลังมีการระบายน้ำจากคลองเขื่อนลงมาและเร่งสูบน้ำบริเวณสถานีสูบน้ำบ้านใหม่ พบว่าระดับน้ำสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเย็นซึ่งเป็นเวลาเปิดขายสินค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องหยุดขายก่อนกำหนด พื้นที่ด้านล่างของตลาดไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติ เหลือเพียงพื้นที่ด้านบนที่น้ำยังเข้าไม่ถึง ซึ่งพอจะจำหน่ายสินค้าได้ ปกติในช่วงเวลานี้ของทุกปีระดับน้ำควรลดลงจนไม่กระทบต่อการค้าขายแล้ว แต่ปีนี้กลับยังมีน้ำท่วมขัง สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ค้าเป็นอย่างมาก
จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางต่อไปยังซอยมุกหมูกระทะ ภายในชุมชนท่าข้าม 1 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำบางปะกงอีกฝั่งหนึ่งของตัวเมือง พบว่าน้ำจากแม่น้ำบางปะกงเอ่อเข้าท่วมถนนตลอดทั้งซอย ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 60 เซนติเมตร บ้านเรือนประชาชนทุกหลังถูกน้ำท่วม บางหลังต้องเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นไว้บนที่สูง ขณะที่ทรัพย์สินบางส่วนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมขังบ้างแล้ว
น.ส.สมพร อายุ 54 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง เปิดเผยว่า น้ำทะเลหนุนสูงครั้งนี้มีปริมาณมากกว่าที่เคยพบ ทำให้น้ำไหลเอ่อเข้าท่วมบ้านและซึมเข้าตามช่องต่างๆ สร้างความกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากระดับน้ำยังคงขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีมวลน้ำจากอำเภอบางคล้าไหลเข้ามาสมทบ ช่วงที่น้ำไหลเข้าบ้านตนไม่ได้อยู่บ้าน จึงไม่ทราบว่าน้ำเข้ามามากเพียงใด กระทั่งกลับมาพบว่าน้ำท่วมเข้าไปภายในบ้านแล้ว ต้องค่อยๆ เก็บข้าวของขึ้นที่สูงเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากขณะนั้นอยู่บ้านเพียงลำพัง ไม่มีลูกและแฟนคอยช่วยเหลือ
นอกจากนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะตู้เย็นขนาดใหญ่ยังถูกน้ำท่วมจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและไม่สามารถใช้งานได้ โดยตู้เย็นมีน้ำหนักมากจนไม่สามารถยกหนีน้ำได้ทัน พร้อมยอมรับว่าไม่เคยประสบสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงเช่นนี้มาก่อน และยังกังวลว่าระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นจนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินภายในบ้านมากกว่าเดิม
ด้าน น.ส.ศิริรัตน์ อายุ 52 ปี ชาวบ้านริมแม่น้ำบางปะกง เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงน้ำทะเลหนุนสูงและมีมวลน้ำไหลเข้ามาสมทบ ทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูงได้ทัน เพราะไม่คาดคิดว่าปริมาณน้ำจะมากถึงขนาดนี้ แม้ระดับน้ำในวันนี้จะเริ่มลดลงบ้าง แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำขึ้นลงวันละหลายรอบ
โดยช่วงกลางคืนระดับน้ำจะเริ่มลดลงประมาณเวลา 02.00-04.00 น. ก่อนกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ต้องคอยสูบน้ำออกจากบ้านด้วยเครื่องสูบน้ำแบบไดโว่ และสลับกันเฝ้าระวังกับคนในครอบครัวตลอดเวลา เพราะไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ หากหยุดสูบน้ำก็เกรงว่าน้ำจะไหลเข้าท่วมบ้านเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การสูบน้ำต่อเนื่องเป็นเวลานานยังทำให้เครื่องสูบน้ำ(ไดโว่) เสียหายไปแล้วประมาณ 4-5 ตัวแล้ว ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ทั้งตู้เย็น เครื่องซักผ้า พัดลม และหม้อหุงข้าว ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นที่สูงได้ทัน
น.ส.ศิริรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระดับน้ำที่ท่วมในวันนี้ยังน้อยกว่าเมื่อวาน ซึ่งน้ำไหลเข้าท่วมภายในบ้านสูงประมาณครึ่งหน้าแข้ง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังพอใช้ชีวิตประจำวันได้และสามารถเดินลุยน้ำออกไปหาอาหารได้ ต่างจากบางพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงจนถนนถูกตัดขาด ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ จึงขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบอุทกภัยทุกพื้นที่ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี