“กรมทะเล” เปิดเบื้องหลังงานอนุรักษ์ บ้านหลังสุดท้ายของเต่าพิการ “ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก” ระยอง เผยสถิติเต่าทะเลเกยตื้น 200-250 ตัว/ปี หวังฟื้นฟูปล่อยคืนทะเล

12 ต.ค. 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รายงานว่า ในแต่ละปี มีเต่าทะเลเกยตื้นตามแนวชายฝั่งภาคตะวันออก ครอบคลุม 4 จังหวัด ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ราว 200-250 ตัว โดยจำนวนนี้มีเต่าทะเลที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 70-90 ตัวเท่านั้น และเต่าทะเลเหล่านี้ยังต้องนำไปรักษาและฟื้นฟูต่อให้หายดี

เต่าทะเลบางตัวหายดีและได้กลับคืนสู่ทะเล แต่บางตัวได้รับบาดเจ็บรุนแรง สูญเสียขา หรือกระทั่งสูญเสียการมองเห็น จนเกิดความพิการที่ไม่สามารถกลับไปดำรงชีวิตในท้องทะเลตามธรรมชาติได้อีก

 

นายภัทร กิตติอุดมสุข นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พาเยี่ยมชม “ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก” จ.ระยอง พร้อมเล่าว่า ภารกิจดูแลสัตว์ทะเลหายากของศูนย์ครอบคลุมตั้งแต่การรับแจ้งเหตุเกยตื้น การรักษาและฟื้นฟู การสำรวจประชากรสัตว์ทะเล ไปจนถึงการอนุบาลลูกเต่าก่อนปล่อยคืนเพื่อฟื้นฟูประชากรเต่าทะเลในธรรมชาติ

กรณีที่ได้รับแจ้งพบเต่าทะเลเกยตื้น เจ้าหน้าที่จะรับตัวเข้ามาประเมินอาการ หากยังมีชีวิต สัตวแพทย์จะตรวจวินิจฉัยอาการป่วยเบื้องต้น ทั้งการเอกซเรย์ การตรวจเลือด อัลตราซาวด์ เมื่อพบสาเหตุของอาการป่วย สัตวแพทย์ก็จะทำการรักษาด้วยให้ยา ป้อนอาหาร และทำกายภาพบำบัด เป็นต้น

 

ส่วนสาเหตุของการเกยตื้น นายภัทร บอกว่า เกิดจากอาการเจ็บป่วยตามธรรมชาติเป็นหลัก และรองลงมาเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นปัญหาขยะ เครื่องมือประมง การอุบัติเหตุจากเรือ เมื่อเต่าป่วย เต่าทะเลจะมีพฤติกรรมลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการจมน้ำ แต่การลอยตัวเป็นเวลานานทำให้มีโอกาสเผชิญปัญหาอื่นตามมา ทั้งการกินขยะทะเลที่ปะปนอยู่กับสาหร่ายทีลอยน้ำ การติดอวนหรือเครื่องมือประมง ตลอดจนการถูกคลื่นซัดจนสำลักน้ำและเกิดภาวะปอดอักเสบได้

เต่ากระเป็นอีกชนิดที่พบปัญหาติดเครื่องมือประมงได้บ่อย เนื่องจากลักษณะกระดองมีสันและขอบที่สามารถเกี่ยวพันกับอวน รวมถึงอวนผีที่ถูกทิ้งไว้ในทะเลได้ง่าย

นอกจากนี้ เรายังสามารถสังเกตสุขภาพเบื้องต้นจากจำนวนเพรียงบนตัวเต่าทะเล หากพบเพียงเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีเพรียงเกาะจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณบอกว่าเต่ามีสุขภาพอ่อนแอ ว่ายน้ำได้ช้าลง กว่าการลงเกาะของตัวอ่อนเพรียง และขาดพฤติกรรมการทำความสะอาดตัวตามธรรมชาติ

ในช่วงฤดูมรสุมในภาคตะวันออกจะมีจำนวนเต่าเกยตื้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนั้นมีเต่าอยู่ในความดูแลพร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับจำนวนบ่อ พื้นที่ และกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีจำกัดที่อยู่ในศูนย์ฯ แห่งนี้เพียง 5 คน

นายภัทร เล่าอีกว่า การรักษาไม่ได้มีเพียงเรื่องบาดแผลหรือโรคเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความเครียดของเต่าที่อยู่ในศูนย์ฯ นี้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องความหนาแน่น หากมีเต่าจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน บ่อที่มีอยู่อาจไม่สัมพันธ์กับขนาดตัว

เต่าขนาดใหญ่บางตัวต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดพฤติกรรมว่ายวน ไม่กินอาหาร หรือมีความเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งเราต้องประเมินความเครียดของพวกเขาตลอด

ส่วนอาหารต้องปรับตามธรรมชาติของเต่าแต่ละชนิด เต่าตนุกินสาหร่ายและหญ้าทะเลเป็นหลัก ส่วนเต่ากระมีลักษณะปากเหมาะกับการกัดแทะ กินฟองน้ำทะเล ปะการังอ่อน และสิ่งมีชีวิตตามแนวหิน

ที่ศูนย์ฯ จัดหาอาหารหลักเป็นปลาข้างเหลือง แต่เต่าบางตัวไม่ยอมกิน จึงต้องปรับเป็นหมึกหรือกุ้ง ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้น และเต่าแต่ละตัวกินอาหารตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว เต่าบางตัวต้องใช้เวลารักษาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากสัตว์เลื้อยคลานมีการฟื้นฟูร่างกายค่อนข้างช้า

นายภัทร ย้ำภารกิจว่า เป้าหมายของการรักษาสัตว์ทะเลเกยตื้น คือการฟื้นฟูให้สามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ เต่าต้องสามารถว่ายน้ำ หาอาหาร และเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง

สำหรับเต่าที่บาดเจ็บหรือพิการถาวร การปล่อยกลับทะเลอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เพราะความพิการอาจทำให้ไม่สามารถหาอาหาร หลบหลีกอันตราย หรือดำรงชีวิตได้ตามธรรมชาติ

 

อีกมุมหนึ่งของศูนย์แห่งนี้ มีสัตวแพทย์หญิงแรกขวัญ จันทร์แจ่ม หรือ หมอผิง ที่กำลังป้อนปลาข้างเหลืองให้เต่าตนุ “บุญศิริ” ที่มีบาดแผลที่กระจกตา หมอผิง บอกว่า เจ้าบุญศิริ เกยตื้นและอยู่บนบกนานจนกระจกตาแห้งและเกิดแผล ส่งผลต่อการมองเห็น และยังมีปัญหาระบบทางเดินอาหาร มีแก๊สสะสมในกระเพาะและลำไส้ ทำให้ปวดท้อง ลอยนิ่งและไม่ค่อยเคลื่อนไหว

“แม้สูญเสียการมองเห็น เต่าบางตัวยังสามารถหาอาหารเองได้ด้วยการดมกลิ่น เพียงแต่อาจงับอาหารไม่แม่นยำ หรือว่ายชนขอบบ่อและสิ่งกีดขวาง เราจะเฝ้าสังเกตพฤติกรรม เพื่อประเมินว่าเต่าสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้มากน้อยเพียงใด”

หมอผิง อธิบายการดูแลฟื้นฟูเต่าทะเลว่า เราจะให้เขาว่ายน้ำวันละประมาณ 1–2 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำช่วยพยุงน้ำหนัก ลดแรงกดทับ และกระตุ้นการเคลื่อนไหวของแขนขา หลังจากนั้นจึงนำขึ้นพักบนพื้นที่แห้ง พร้อมคลุมผ้ารักษาความชุ่มชื้น และดูแลด้วยยา อาหาร และการทำกายภาพตามอาการ

สำหรับเต่าทะเลที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ทะเลได้อีก ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากแห่งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาและฟื้นฟู แต่ยังเป็นพื้นที่ที่พวกมันต้องใช้ชีวิตต่อไป “บ้านหลังสุดท้ายของเต่าพิการ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน