รวมพลัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์ เตรียมขับเคลื่อน สุขภาวะชุมชน ระดับจังหวัด น้อมนำศาสตร์ พระราชา เป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ การพัฒนาระบบข้อมูลตำบล
จากเส้นทางการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะมาตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงาน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับสสส.มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายตำบลสุขภาวะก็ขยายครอบคลุมถึง 65 ตำบลใน 20 อำเภอ หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งจังหวัด
โดยมีศูนย์จัดการเครือข่ายตำบลสุขภาวะจำนวน 7 แห่ง และมี อปท. 21 แห่งที่ยังขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่ อำเภอลำปลายมาศ มีเครือข่ายที่ยังดำเนินการมากที่สุดถึง 6 แห่ง
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายตำบลสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินงานผ่านหลักคิดและยุทธศาสตร์สำคัญที่ยืดหยุ่นตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใน 8 ประเด็นหลัก เช่น การบริหารแบบมีส่วนร่วม การจัดการภัยพิบัติ เกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น
จากนั้นขยายผลขยายแนวคิดและนำยุทธศาสตร์ S2I (S – Systematization การจัดการพื้นที่, I – Innovation Creation การสร้างและพัฒนานวัตกรรม, I – Integration and Collaboration
การบูรณาการภายในชุมชนท้องถิ่น และร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนจากภายนอก) มาขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมการนำทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมาขับเคลื่อนร่วมกับงานในพื้นที่
น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล TCNAP และ RECAP เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบงานและรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
จากนั้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เครือข่ายฯ ได้ยกระดับการทำงานเข้าสู่ยุทธศาสตร์ “ไตรพลัง” ซึ่งประกอบด้วย พลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม เพื่อขับเคลื่อนการจัดการปัญหาพื้นฐานของชุมชนอย่างครอบคลุมถึง 14 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับ 8 ประเด็นหลักของ สสส.
ครอบคลุมตั้งแต่การลดการสูบบุหรี่และการใช้บุหรี่ไฟฟ้า การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดอุบัติเหตุและส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย การลดการบริโภคเค็ม การเพิ่มกิจกรรมทางกาย การลดภาวะอ้วน
ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพจิต ผลงานเชิงประจักษ์จึงสะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ อาทิ อบต.ทุ่งกระเต็น ที่ครัวเรือนเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น พร้อมแนวโน้มการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ที่ลดลง, เทศบาลตำบลโคกขมิ้น
ที่มีความโดดเด่นด้านการรู้รับปรับตัวและการพัฒนากองทุนชุมชน อบต.บุกระสัง กับโมเดล “ตำบลขับขี่ปลอดภัย” สวมหมวกนิรภัย 100% และ อบต.โคกกลาง ที่มีกองทุนหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท และพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นต้นแบบของพื้นที่

จากผลงานและบทเรียนที่สั่งสมมา ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สสส.
สำนัก 3 จึงจัด “ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนและออกแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์” เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 อาคารโดมเวฬุสโมสร โรงเรียนมีชัยพัฒนา ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ
โดยมี 17 อปท.เครือข่าย เพื่อร่วมกันสรุปบทเรียนและออกแบบแนวทางการจัดเวทีขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนของบุรีรัมย์ในระยะต่อไป
นางธัญญา แสงอุบล ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) กล่าวว่า งานสร้างเสริมสุขภาพที่ สสส. สนับสนุนให้ อปท. เป็นกลไกขับเคลื่อนในบุรีรัมย์
ตลอดกว่า 10 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำงานร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถทำให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แม้มีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และผู้บริหารในหลายตำบลระหว่างทาง
“ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารหรือบุคลากร แต่ทิศทางและกลไกการทำงานด้านสุขภาวะยังสามารถเดนหน้าต่อได้” นางธัญญา กล่าว
นอกจากนี้ นางธัญญา ยังได้สะท้อนถึงจุดแข็งสำคัญที่ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์มีความพร้อมก้าวสู่การทำงานเชิงระบบในระดับจังหวัดว่า ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ “เครื่องมือ” จากชุดองค์ความรู้ของ สสส. สำนัก 3 ที่ครอบคลุมการแก้ปัญหากว่า 20 เรื่อง เช่น บุหรี่ สุรา อุบัติเหตุ และสุขภาพผู้สูงอายุ

ซึ่งท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ต่อมาคือ “คน” ซึ่งมีพลังของบุคลากรรุ่นใหม่เป็นฟันเฟืองสำคัญ และสุดท้ายคือ “องค์ประกอบ” ที่ครบถ้วนตามหลักการ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ผสานพลังทั้งภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคราชการ ร่วมกับความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่
“บุรีรัมย์มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ถึงเวลาแล้วที่เราจะชวนกันขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เพื่อดูว่าอะไรทำได้ อะไรที่มีข้อจำกัด และให้ภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสริม” นางธัญญา กล่าว
ผู้จัดการ ศวภ.อีสาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์และบทเรียนการทำงานของท้องถิ่นในจังหวัด เครือข่ายสามารถสกัดประเด็นร่วมได้ 9 ประเด็น เพื่อใช้ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่จะครบ 100 ปีพระบรมราชสมภพในปี 2570 อันเป็นปีที่มีความหมายต่อประชาชน
โดยการประชุมครั้งนี้มีคาดหวัง 2 ประการ คือ การร่วมยืนยันความมั่นใจว่า 9 ประเด็นดังกล่าว มีบทเรียนรองรับในการทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี และการร่วมกันค้นหาแนวทางให้หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนและยกระดับการทำงาน ซึ่งจะเป็น “นิมิตหมาย” ของการทำงานระดับจังหวัดของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ และเป็นแรงยึดเหนี่ยวให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ด้าน นายเจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ กล่าวว่า อบต.โคกกลางร่วมเป็นเครือข่ายของ สสส. มาอย่างยาวนาน โดยเริ่มจากการเป็นลูกข่ายก่อนพัฒนาเป็นแม่ข่าย และมองว่าการรวมตัวของ อปท. เกือบทั้งจังหวัดครั้งนี้ จะทำให้สังคมได้เห็นภาพความเข้มแข็งของท้องถิ่นบุรีรัมย์
ที่ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะ ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างทำและยังไม่เคยมีเวทีให้สังคมรับรู้ ทั้งนี้หากการนัดรวมตัวกันอีกครั้ง จะสร้างแรงกระเพื่อมและช่วยปรับภาพลักษณ์ของท้องถิ่น ให้สังคมเห็นว่ามีผู้ทำงานท้องถิ่นจำนวนมากที่ทำเรื่องดีเพื่อประชาชน
“ถ้ามีเวทีการรวมพลังของอปท.เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์อีกครั้ง ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมได้ เพราะคนท้องถิ่นทำเรื่องดีๆ เยอะมาก ไม่ได้มีแต่เรื่องทุจริตอย่างเดียว” นายเจริญ กล่าว
นอกจากนี้ นายก อบต.โคกกลาง ระบุว่า การทำงานร่วมกันทั้งจังหวัดเป็นโอกาสในการสร้าง “ข้าราชการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างแท้จริง เนื่องจากประชาชนให้ความหวังกับผู้บริหารเพียง 4 ปี
แต่ให้ความหวังกับข้าราชการตลอดชีวิต หากข้าราชการท้องถิ่นตระหนักถึงพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ มีเมตตา และมีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น การขับเคลื่อนงานสุขภาวะของท้องถิ่นก็จะมีความต่อเนื่องและมีพลังมากขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ นายสมพงษ์ จันสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไพศาล อ.ประโคนชัย สะท้อนมุมมองในประเด็นเดียวกันว่า แต่เดิม อปท.ทำงานด้านสุขภาวะชุมชนค่อนข้างแยกส่วน ไม่มีที่ปรึกษาและเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานค่อนข้างช้าและเป็นไปอย่างจำกัด แต่หลังจากได้พบปะแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายและได้รับความรู้จาก สสส. ก็ทำให้ทำงานกันได้ชัดเจนขึ้น และนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้กับตำบลได้ทันที
นายกอบต.ไพศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า การรวมตัวกันของ อปท.จากหลายพื้นที่ในจังหวัด จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะความรู้จากท้องถิ่นต่างๆ ที่มาแลกเปลี่ยนกันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีของแต่ละชุมชน โดยเฉพาะ 16 ชุมชนในตำบลที่ยังรอความช่วยเหลืออยู่
“เดิมที อปท.เรา เสมือนทำงานอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนคิด การขับเคลื่อนต่างๆ อาจเป็นไปได้ช้า แต่พอมีเพื่อน ได้รับความรู้จาก สสส. ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างขึ้นเราเชื่อว่าสิ่งดีๆ ที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนจะช่วยพัฒนาชุมชนของเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายสมพงษ์ กล่าว
สำหรับบทบาทของ สสส. ที่เข้ามาสนับสนุนงานสุขภาวะชุมชนในบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า การสนับสนุนของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ มุ่งเสริมศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถขับเคลื่อนงานสุขภาวะได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ผ่านการหนุนเสริม 3 ด้าน
ได้แก่ 1) การใช้ข้อมูลและทุนทางสังคม เพื่อให้ท้องถิ่นทบทวนศักยภาพของพื้นที่ ค้นหาคนต้นแบบ กลไก และแนวทางการทำงานต่อยอดเป็นต้นแบบระดับจังหวัด 2) การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และ 3) การบูรณาการการทำงานทั้งภายในผ่านการบรรจุนโยบายสุขภาวะลงในแผนและข้อบัญญัติ และภายนอกที่เชื่อมกับกระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ ตลอดจนเครือข่ายตำบลด้วยกัน
ทั้งนี้ เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับประเด็นสุขภาวะอื่นตามบริบทของแต่ละพื้นที่
สำหรับก้าวต่อไป ผู้อำนวยการสำนัก 3 ระบุว่า การขับเคลื่อนงานในระยะต่อไปมุ่งเชื่อมเครือข่าย โดยชวน “เพื่อนเก่า” ที่เคยร่วมงานกันให้กลับมาเชื่อมพลังอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ “เพื่อนใหม่” ที่มีเป้าหมาย และอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาเสริมเครือข่าย เพื่อให้เครือข่ายครอบคลุมมากกว่า 65 ตำบล
